วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 1


 สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 1

การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายสุขภาพอนามัย การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย

ภาพการเข้าร่วมการนำเสนองาน กลุ่มที่ 1 ผ่านช่องทาง Google Meet






ภาพกิจกรรมที่ทำขณะเข้าร่วมการนำเสนองาน

สรุปความรู้ที่ได้ (กลุ่มที่ 1)

การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายสุขภาพอนามัย การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย

ลักษณะของพัฒนาการของเด็กแบ่งได้หลายแบบ 4 ด้านใหญ่ๆ

1.พัฒนาการด้านร่างกาย

2.พัฒนาการด้านสติปัญญา

3. พัฒนาการด้านอารมณ์

4. พัฒนาการด้านสังคม

ภาวะสุขภาพ

หมายถึง การดํารงชีพของบุคคลอย่างมีสุขทั้งกาย และ จิต อาจกล่าวได้ว่ามิใช่เพียงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแต่รวมถึงการมีชีวิตวิที่มีร่างกายแข็งแรง จิตแข็งแรง มีความสุขอยู่ในสังคมโลกในปัจจุบัน

การเจริญเติบโตและพัฒนาการ

เด็กวัย 3-6 ปีอยู่ในระยะเด็กวัยก่อนเรียนหรือวัยอนุบาล(preschool)เป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งแวดล้อมได้มาก พัฒนาการด้านต่าง ๆ ก้าวหน้าขึ้นมากและมีสังคมกว้างขึ้นจากเดิมที่อยู่กับพ่อแม่เป็นหลัก เป็นการอยู่ร่วมกับครูและเพื่อนที่โรงเรียน

ดังนั้น ครูจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความสําคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยนี้ นอกเหนือจากพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว

1.ด้านร่างกาย

เด็กจะเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และมีส่วนสูงเพิ่มปีละ 6-8 เซนติเมตร เด็กวัยนี้จึงดูผอมลงและสูงขึ้น กล้ามเนื้อมัดใหญ่เจริญพัฒนาขึ้นมาก ควบคุมการเคลื่อนไหวและทรงตัวในท่าต่างๆ ได้ดี ชอบห้อยโหนปีนป่าย ลื่นไถล อายุ 3 ปี เด็กสามารถยืนขาเดียวได้ชั่วครู่ วิ่งแล้วหมุนตัวได้โดยไม่ล้ม ขึ้นบันไดสลับเท้าได้ ขี่จักรยานสามล้อ เมื่ออายุ 4 ปี เด็กจะสามารถกระโดดขาเดียว เดินลงบันไดสลับเท้าได้ ปีนต้นไม้ และเมื่ออายุ 5 ปี จะสามารถกระโดดสลับเท้า กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ย ๆ ได้ เดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้โดยไม่ล้ม อายุ 6 ปี เดินบนส้นเท้าใช้ 2 มือรับลูกบอลที่โยนมาและกระโดดไกลได้ประมาณ12ซม.

2. ด้านความคิด การเรียนรู้

ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีจินตนาการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆจัดกลุ่มของสัตว์และรูปทรง เมื่อถึงตอนกลางของช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถมีความคิดรวบยอดด้านพื้นฐานจํานวนและตัวเลข เด็กวัยนี้จะแก้ปัญหาต่าง ๆด้วยสิ่งที่รับรู้และจินตนาการของตนเองโดยยังไม่รู้จักคิดไตร่ตรองอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาของเขาจึงเป็นแบบลองผิดลองถูก

3. ด้านการพูดและการสื่อสาร

เด็กวัยอนุบาลมีพัฒนาการทางภาษาอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนขึ้นจากวัยเตาะแตะ ในช่วงสิ้นสุดวัยอนุบาล เด็กจะสามารถเข้าใจคํา พูดของผู้ใหญ่ได้เกือบทั้งหมด รู้จักสี จํานวน และเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ จํานวนมาก-น้อย พื้นผิวที่แตกต่างกันได้ ช่วงอายุ 3 ปี เด็กจะพูดคุยได้เป็นประโยค แม้จะยังไม่คล่องนักอาจพบคําพูดช้าๆ หรือฟังดูคล้ายติดอ่างได้เป็นปกติตามวัย เมื่อเด็กอายุ 4-5 ปี อีกทั้งประโยคที่เด็กพูดจะค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้น สามารถเล่าเรื่อรงราวที่มีลําดับขั้นตอนให้ผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยกับเด็กฟังได้เข้าใจทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจนกระทั่งช่วงปลายของวัยนี้คือเมื่ออายุ 6 ปี จะสามารถอธิบายความหมายของคํา ได้ เริ่มอ่านสะกดคํา นับเลขได้ถึง 30

4. ด้านอารมณ์

เด็กจะรู้จักและแสดงอารมณ์หลากหลายทั้งอารมณ์รัก พอใจ เสียใจทุกข์ใจ เศร้า อิจฉา กังวลกลัว โกรธ ก้าวร้าว เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ

5. ด้านสังคม

เด็กวัยนี้เริ่มมีความสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กอื่นอย่างไรก็ตาม ในระยะแรกของช่วงวัยนี้ เด็กอาจยังทําได้ไม่ดีนัก เพราะยังมีความเอาแต่ใจตนเองพ่อแม่หรือครูจึงควรกํากับดูแลเล่นไปกับเด็กคอยชี้แนะวิธีวิธีการเล่นและส่งเสริมการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนอย่างเหมาะสมจนทําให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้

6. ด้านจริยธรรม

เพิ่มการเรียรีนรู้เรื่องคุณธรรมของเด็กวัย3-6 ปี จึงเป็นการเรียนรู้จากกพ่อแม่และครูโดยตรง ได้ทั้งจากการจงใจและไม่จงใจสอน เพราะเด็กจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยม และเลียนแบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว

7. พัฒนาการทางเพศ

เด็กวัย 3-6 ปี จะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะและบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าว่เพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอกหรือการแต่งกาย

ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย การส่งเสริมสุขภาพ

อาหาร

เด็กวัยนี้จะมีน้ำ หนักเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 6-8 เซนติเมตร เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณความต้องการสารอาหารของเด็ก หากเด็กได้รับโภชนาการหรือ

 

สารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้การเจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อ ไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ

การออกกําลังกาย

การออกกําลังกายในวัย 3-5 ปีจะเป็นรากฐานสําคัญต่อชีวิตวิเด็กไปตลอด การออกกําลังกายจะส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาทกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทํางานของสมอง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาความสามารถรอบด้านทั้งทางร่างกายอารมณ์ สังคมและสติปัญญา

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน

เด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือที่ดีขึ้น สามารถขยับมือไปมาเพื่อแปรงฟันเองได้ แต่เขายังไม่สามารถแปรงได้สะอาดหรือไม่ทั่วถึงพอ พ่อแม่และครูจึงควรส่งเสริมสุขภาพช่องปากและฟันโดยการส่งเสริมให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันเด็กที่ผสมฟลูออไรด์ บีบเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

วัคซีน

วัคซีนในวัยนี้มีไม่มากส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสําหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ทยอยฉีดมาตั้งแต่แรกคลอด หรือให้วัคซีนทางเลือกที่ผู้ปกครองยังไม่ตัดสินใจฉีดก่อนหน้านี้เช่นไวรัสตับอักเสบเอ อีสุกอีใสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้มีวัคซีนที่เด็กอนุบาลควรได้รับ

การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย

เด็กอนุบาลจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ดีขึ้น ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก ทําให้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น ใช้มือหยิบจับและใช้งานในกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น มีอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองตามวัย แต่ยังขาดความคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

1. จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัย ทั้งในบ้าน นอกบ้าน และระหว่างเดินทาง

จัดพื้นที่ปลอดภัยสําหรับเด็กในบ้าน โดยแยกเด็กออกจากจุดอันตรายเช่น มีประตู หรือรั้ว

เลือกใช้และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม เช่น เลือกใช้ตู้หรือชั้นวางของที่มีความมั่นคง

          ไม่ล้มง่าย หรือยึดติดกํา แพง

แยกเก็บ หรือจัดวาง สิ่งของที่อาจก่ออันตรายกับเด็กเพื่อมิให้เด็กเข้าถึงได้ เช่น จัดวางของร้อน ของมีคม ไม้ขีดไฟ สารพิษ อาวุธ ยา ไม่ให้เด็กเข้าใกล้ได้

ไม่ให้เด็กเล่นของเล่นอันตราย เช่น ของเล่นที่มีความแหลมคม มีความแรงเช่นปืนอัดลม หรือวัตถุ ระเบิด เช่น พลุ ดอกไม้ไฟ

จัดให้เด็กเดินทางด้วยความปลอดภัย เช่น ใช้ที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็ก(child car seat) ให้เหมาะสมตามอายุเมื่อโดยสารรถยนต์

รณรงค์และให้ความร่วมมือกับชุมชนในการจัดพื้นที่เล่นนอกบ้านที่ปลอดภัยให้เด็ก เช่น สนามเด็กเล่นที่ไม่ติดถนน

2. เฝ้าสํารวจดูแล ปกป้องคุ้มครอง

ต้องให้เด็กอยู่ในระยะมองเห็นและเข้าถึงตัวเด็กได้ทันที

ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่กับคนที่ไม่คุ้นเคยตามลําพัง หรือบุคคลอันตราย เช่น ผู้ติดยาเสพติดผู้ที่มี

อารมณ์แปรปรวน

3. สอนเด็กให้คิดเป็น

ฝึกให้ช่วยเหลือตนเอง เช่น ฝึกให้ผุดขึ้นมาจากน้ำ แล้วเกาะฝั่งเมื่อตกน้ำ ใกล้ขอบฝั่งและฝึกให้ลุกขึ้นยืนได้ในน้ำ เมื่อตกน้ำที่ตื้นกว่า 2 ใน 3 ของความสูง รวมทั้งฝึกทักษะเพื่อความปลอดภัย เช่นเด็กอายุ 4ปี ขึ้นไป สามารถสอนการลอยตัวในน้ำ และการว่ายน้ำระยะสั้น ๆ ได้

สอนให้รู้จักจุดเสี่ยงสถานการณ์อันตรายอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยบอกเล่ากรณีตัวอย่างและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งกํา หนดกฎแห่งความปลอดภัยที่เข้าใจง่ายให้เด็กปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

สอนให้รู้จักปกป้องร่างกายตนเอง ระมัดระวังและวางตัวกับคนแปลกหน้าอย่างเหมาะสม รวมทั้งรู้จักบอกผู้ดูแลเมื่อมีผู้อื่นมากระทําโดยไม่เหมาะสม

การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก

การเติบโต (growth) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านขนาดของร่างกาย และอวัยวะซึ่งเกิดจากการเพิ่ม

จํานวนเซลล์ การเพิ่มขนาดของเซลล์และ matrix จึงสามารถประเมินการเติบโตได้โดยการชั่งน้ำหนักวัดความยาวหรือส่วนสูง ความหนาเส้นรอบวง เปรียบเทียบ สัดส่วน และจํานวนฟัน เป็นต้น

การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก มีดังนี้

      1. การซักประวัติการเจริญเติบโต

        1.1 ถามว่าเด็กมีน้ำ หนักแรกเกิดเท่าไร หรือ

        1.2 ขอดูสมุดบันทึกสุขภาพ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและส่วนสูงในระยะที่ผ่านมา

        1.3 ถ้าไม่มีสมุดบันทึกสุขภาพ หรือมีแต่ไม่ได้ลงบันทึกไว้ควรถามดูว่าเด็กเติบโตดีสม่ำเสมอหรือไม่ อาจเปรียบเทียบขนาดตัวเด็กกับพี่น้อง หรือเด็กที่มีอายุใกล้เคียงกัน

      2. การประเมินการเจริญเติบโต และการแปลผล ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วไป ได้แก่

        2.1 น้ำหนัก (แรกเกิด 3 kgs 1 ปี x 3, 3 ปี x 4, 5 ปี x 6) หรือ (อายุเป็นปี x 2 + 8kgs) น้ำหนักตัวที่เหมาะกับอายุอย่างคร่าวๆ

        2.2 ส่วนสูง (แรกเกิด 50 CMS, 1 ปี 75 CMS, 2 ปี 87.5 CMS, 4 ปี 100 CMSและ 10 ปี 130 CMS)

        2.3 เส้นรอบศีรษะ (แรกเกิด 35 CMS, 1 ปี 47 CMS, 3 ปี 50 CMS, 9 ปี 55CMS)

        2.4 ฟัน (ฟันน้ำนมเริ่มขึ้น 6-10 เดือน ครบ 20 ซี่ เมื่ออายุ 2 1/2 ปี, ฟันแท้เริ่มขึ้น 6 ปี)

        2.5 การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ (Secondary sex characteriatics)

        2.6 การเจริญเติบโตของกระดูก (Bone age)

การประเมินและแปลผล

ใช้การวัดดัชนีดังกล่าวเทียบกับเกณฑ์ปกติของอายุในรูปของกราฟมาตรฐานการเจริญเติบโต ซึ่งทํามาจากการวัดเด็กปกติอายุต่าง ๆ กันจุดบนเส้นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50 ซึ่งหมายถึง ค่าน้ำหนักหรือส่วนสูง ของเด็กปกติ คนที่ 50 ถ้าจัดให้เด็กวัยเดียวกัน 100 คน มาเรียงกันถือเป็นค่ากลาง ถ้าสิ่งที่วัดมีค่าอยู่ระหว่างP97 และP3 ถือเป็นปกติสําหรับวัยนั้น ๆ ถ้าต่ำกว่า P3 ถือว่าน้อยกว่าปกติ หรือขาดอาหาร และถ้ามากกว่า P97 ถือว่าใหญ่หรือมากกว่าเกณฑ์ปกติการบอกว่าเด็กคนหนึ่งเติบโตดีตามปกติหรือไม่นั้นจะต้องวัดจากน้ำหนักส่วนสูงและส่วนอื่น ๆของร่างกายแล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ ถ้าอยู่ในระหว่างพิสัยปกติ คือ ค่าเฉลี่ย +2SD หรือจาก Percentile ที่ 3 ถึงPercentile ที่ 97 ถือว่าปกติตามอายุนั้น ๆในชุมชนที่มีปัญหาเด็กขาดอาหารมากจึงมีการคํานวนแบ่งชั้นตามความรุนแรง(ModifiedGomez's Classification) เพื่อประโยชน์ในการแบ่งคัดเด็กตามความรุนแรง

การประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการ หมายถึง กระบวนการศึกษาข้อมูลคุณลักษณะหรือความสามารถในด้านต่างๆของเด็กเล็กในแต่ละช่วงวัยการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี

3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจําวัน

4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก

5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็กรวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ ด้านเด็กที่มีพัฒนาการทุกด้านตามวัยอย่างสมดุล จะเป็นเด็กที่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างราบรื่นมั่นคง และเป็นรากฐานที่สําคัญต่อการเรียนรู้ในขั้นที่สูงขึ้นต่อไป

การประเมินและรายงานพัฒนาการเด็กโดยรวมในทุก ๆ ด้านย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมความ

สามารถของเด็กทุกๆ ส่วนที่ประกอบเป็นตัวเด็ก ได้แก่

      1. การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

          1.1 โครงสร้างสัดส่วนและขนาดของร่างกาย

          1.2 ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่

          1.3 ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา

          1.4 ภาวะสุขภาพโดยรวม

    2. การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ

        2.1 พฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ

        2.2 ความสามารถในการรับรู้ / ยอมรับความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง

        2.3 ความสามารถในการควบคุมอารมณ์

        2.4 ความสามารถในการรับรู้ / ยอมรับความรู้สึกของผู้อื่น

  3. การประเมินพัฒนาการด้านสังคม

       3.1 ความสามารถในการปรับตัวและสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น

      3.2 ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง

      3.3 ความสามารถในการทํา งานร่วมกับผู้อื่น

 4. การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา

      4.1 ความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้สิ่งรอบตัว

      4.2 ความสามารถในการใช้ภาษาและความจ า

     4.3 ความสามารถในการใช้ความคิดและเหตุผล

     4.4 ความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์

การประเมินพัฒนาการ (ตัวอย่าง)

สิ่งที่ควรคํา นึงและยึดถือปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก คือ

      1. ต้องประเมินพัฒนาการให้ครบทุกด้านครอบคลุมทั้งด้านร่างกายอารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา

                2. ประเมินรายพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน ต้องกระท าอย่างสม่ าเสมอหลายๆ ครั้งก่อนสรุปผล

                3. ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามปกติตามตารางกิจกรรมประจ าวันในสภาพแวดล้อมที่ปกติ

                4. เลือกวิธีการและเครื่องมือในการประเมิน ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเรื่องที่จะประเมิน วิธีที่ง่ายและนิยมปฏิบัติ คือ การสังเกต และบันทึกรายละเอียดพฤติกรรมเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง

         เกณฑ์การประเมิน คือ การนําผลการประเมินมาสรุปและจัดระดับพัฒนาการ ดังนี้

                1. ระดับปฏิบัติได้ หมายถึง สามารถแสดงพฤติกรรมได้คล่อง หรือเชื่อมั่น

                2. ระดับปฏิบัติได้บางครั้ง หมายถึง สามารถแสดงพฤติกรรมได้ แต่บางครั้งไม่คล่องหรือไม่มั่นคง

                3. ระดับควรส่งเสริมหมายถึง แสดงพฤติกรรมได้ไม่ชัดเจน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบประเมิน BLOG

  แบบประเมิน BLOG https://forms.gle/UoWxr1CLdmtAerrB9 สรุปการประเมินBLOG