สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 1
การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายสุขภาพอนามัย การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย
ภาพการเข้าร่วมการนำเสนองาน กลุ่มที่ 1 ผ่านช่องทาง Google Meet
สรุปความรู้ที่ได้
(กลุ่มที่ 1)
การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายสุขภาพอนามัย
การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย
ลักษณะของพัฒนาการของเด็กแบ่งได้หลายแบบ 4
ด้านใหญ่ๆ
1.พัฒนาการด้านร่างกาย
2.พัฒนาการด้านสติปัญญา
3. พัฒนาการด้านอารมณ์
4. พัฒนาการด้านสังคม
ภาวะสุขภาพ
หมายถึง
การดํารงชีพของบุคคลอย่างมีสุขทั้งกาย และ จิต
อาจกล่าวได้ว่ามิใช่เพียงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแต่รวมถึงการมีชีวิตวิที่มีร่างกายแข็งแรง
จิตแข็งแรง มีความสุขอยู่ในสังคมโลกในปัจจุบัน
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
เด็กวัย 3-6 ปีอยู่ในระยะเด็กวัยก่อนเรียนหรือวัยอนุบาล(preschool)เป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งแวดล้อมได้มาก พัฒนาการด้านต่าง ๆ
ก้าวหน้าขึ้นมากและมีสังคมกว้างขึ้นจากเดิมที่อยู่กับพ่อแม่เป็นหลัก
เป็นการอยู่ร่วมกับครูและเพื่อนที่โรงเรียน
ดังนั้น
ครูจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความสําคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยนี้
นอกเหนือจากพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว
1.ด้านร่างกาย
เด็กจะเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
โดยเฉลี่ยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และมีส่วนสูงเพิ่มปีละ 6-8
เซนติเมตร เด็กวัยนี้จึงดูผอมลงและสูงขึ้น กล้ามเนื้อมัดใหญ่เจริญพัฒนาขึ้นมาก
ควบคุมการเคลื่อนไหวและทรงตัวในท่าต่างๆ ได้ดี ชอบห้อยโหนปีนป่าย ลื่นไถล อายุ 3
ปี เด็กสามารถยืนขาเดียวได้ชั่วครู่ วิ่งแล้วหมุนตัวได้โดยไม่ล้ม
ขึ้นบันไดสลับเท้าได้ ขี่จักรยานสามล้อ เมื่ออายุ 4 ปี เด็กจะสามารถกระโดดขาเดียว
เดินลงบันไดสลับเท้าได้ ปีนต้นไม้ และเมื่ออายุ 5 ปี จะสามารถกระโดดสลับเท้า
กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ย ๆ ได้ เดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้โดยไม่ล้ม อายุ 6 ปี
เดินบนส้นเท้าใช้ 2 มือรับลูกบอลที่โยนมาและกระโดดไกลได้ประมาณ12ซม.
2. ด้านความคิด การเรียนรู้
ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีจินตนาการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆจัดกลุ่มของสัตว์และรูปทรง เมื่อถึงตอนกลางของช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถมีความคิดรวบยอดด้านพื้นฐานจํานวนและตัวเลข เด็กวัยนี้จะแก้ปัญหาต่าง ๆด้วยสิ่งที่รับรู้และจินตนาการของตนเองโดยยังไม่รู้จักคิดไตร่ตรองอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาของเขาจึงเป็นแบบลองผิดลองถูก
3. ด้านการพูดและการสื่อสาร
เด็กวัยอนุบาลมีพัฒนาการทางภาษาอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนขึ้นจากวัยเตาะแตะ
ในช่วงสิ้นสุดวัยอนุบาล เด็กจะสามารถเข้าใจคํา พูดของผู้ใหญ่ได้เกือบทั้งหมด
รู้จักสี จํานวน และเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ จํานวนมาก-น้อย
พื้นผิวที่แตกต่างกันได้ ช่วงอายุ 3 ปี
เด็กจะพูดคุยได้เป็นประโยค แม้จะยังไม่คล่องนักอาจพบคําพูดช้าๆ
หรือฟังดูคล้ายติดอ่างได้เป็นปกติตามวัย เมื่อเด็กอายุ 4-5
ปี อีกทั้งประโยคที่เด็กพูดจะค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้น
สามารถเล่าเรื่อรงราวที่มีลําดับขั้นตอนให้ผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยกับเด็กฟังได้เข้าใจทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจนกระทั่งช่วงปลายของวัยนี้คือเมื่ออายุ
6 ปี จะสามารถอธิบายความหมายของคํา ได้ เริ่มอ่านสะกดคํา
นับเลขได้ถึง 30
4. ด้านอารมณ์
เด็กจะรู้จักและแสดงอารมณ์หลากหลายทั้งอารมณ์รัก
พอใจ เสียใจทุกข์ใจ เศร้า อิจฉา กังวลกลัว โกรธ ก้าวร้าว เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ
5. ด้านสังคม
เด็กวัยนี้เริ่มมีความสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กอื่นอย่างไรก็ตาม
ในระยะแรกของช่วงวัยนี้ เด็กอาจยังทําได้ไม่ดีนัก เพราะยังมีความเอาแต่ใจตนเองพ่อแม่หรือครูจึงควรกํากับดูแลเล่นไปกับเด็กคอยชี้แนะวิธีวิธีการเล่นและส่งเสริมการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนอย่างเหมาะสมจนทําให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
6. ด้านจริยธรรม
เพิ่มการเรียรีนรู้เรื่องคุณธรรมของเด็กวัย3-6
ปี จึงเป็นการเรียนรู้จากกพ่อแม่และครูโดยตรง ได้ทั้งจากการจงใจและไม่จงใจสอน
เพราะเด็กจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยม และเลียนแบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว
7. พัฒนาการทางเพศ
เด็กวัย 3-6 ปี จะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะและบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าว่เพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอกหรือการแต่งกาย
ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย
การส่งเสริมสุขภาพ
อาหาร
เด็กวัยนี้จะมีน้ำ
หนักเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 6-8
เซนติเมตร
เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณความต้องการสารอาหารของเด็ก
หากเด็กได้รับโภชนาการหรือ
สารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ
จะส่งผลให้การเจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อ ไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ
การออกกําลังกาย
การออกกําลังกายในวัย
3-5 ปีจะเป็นรากฐานสําคัญต่อชีวิตวิเด็กไปตลอด การออกกําลังกายจะส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาทกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก
นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทํางานของสมอง
ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาความสามารถรอบด้านทั้งทางร่างกายอารมณ์
สังคมและสติปัญญา
การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน
เด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือที่ดีขึ้น
สามารถขยับมือไปมาเพื่อแปรงฟันเองได้
แต่เขายังไม่สามารถแปรงได้สะอาดหรือไม่ทั่วถึงพอ
พ่อแม่และครูจึงควรส่งเสริมสุขภาพช่องปากและฟันโดยการส่งเสริมให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันเด็กที่ผสมฟลูออไรด์
บีบเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
วัคซีน
วัคซีนในวัยนี้มีไม่มากส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสําหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ทยอยฉีดมาตั้งแต่แรกคลอด
หรือให้วัคซีนทางเลือกที่ผู้ปกครองยังไม่ตัดสินใจฉีดก่อนหน้านี้เช่นไวรัสตับอักเสบเอ
อีสุกอีใสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้มีวัคซีนที่เด็กอนุบาลควรได้รับ
การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย
เด็กอนุบาลจะมีพัฒนาการด้านต่าง
ๆ ดีขึ้น ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก ทําให้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น
ใช้มือหยิบจับและใช้งานในกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น มีอยากรู้อยากเห็น
อยากทดลองตามวัย แต่ยังขาดความคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้
1. จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัย
ทั้งในบ้าน นอกบ้าน และระหว่างเดินทาง
•
จัดพื้นที่ปลอดภัยสําหรับเด็กในบ้าน โดยแยกเด็กออกจากจุดอันตรายเช่น
มีประตู หรือรั้ว
•
เลือกใช้และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม เช่น
เลือกใช้ตู้หรือชั้นวางของที่มีความมั่นคง
ไม่ล้มง่าย หรือยึดติดกํา แพง
•
แยกเก็บ หรือจัดวาง สิ่งของที่อาจก่ออันตรายกับเด็กเพื่อมิให้เด็กเข้าถึงได้
เช่น จัดวางของร้อน ของมีคม ไม้ขีดไฟ สารพิษ อาวุธ ยา ไม่ให้เด็กเข้าใกล้ได้
•
ไม่ให้เด็กเล่นของเล่นอันตราย เช่น ของเล่นที่มีความแหลมคม
มีความแรงเช่นปืนอัดลม หรือวัตถุ ระเบิด เช่น พลุ ดอกไม้ไฟ
•
จัดให้เด็กเดินทางด้วยความปลอดภัย เช่น ใช้ที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็ก(child
car seat) ให้เหมาะสมตามอายุเมื่อโดยสารรถยนต์
•
รณรงค์และให้ความร่วมมือกับชุมชนในการจัดพื้นที่เล่นนอกบ้านที่ปลอดภัยให้เด็ก
เช่น สนามเด็กเล่นที่ไม่ติดถนน
2. เฝ้าสํารวจดูแล
ปกป้องคุ้มครอง
•
ต้องให้เด็กอยู่ในระยะมองเห็นและเข้าถึงตัวเด็กได้ทันที
•
ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่กับคนที่ไม่คุ้นเคยตามลําพัง หรือบุคคลอันตราย
เช่น ผู้ติดยาเสพติดผู้ที่มี
อารมณ์แปรปรวน
3. สอนเด็กให้คิดเป็น
•
ฝึกให้ช่วยเหลือตนเอง เช่น ฝึกให้ผุดขึ้นมาจากน้ำ
แล้วเกาะฝั่งเมื่อตกน้ำ ใกล้ขอบฝั่งและฝึกให้ลุกขึ้นยืนได้ในน้ำ เมื่อตกน้ำที่ตื้นกว่า
2 ใน 3 ของความสูง
รวมทั้งฝึกทักษะเพื่อความปลอดภัย เช่นเด็กอายุ 4ปี ขึ้นไป
สามารถสอนการลอยตัวในน้ำ และการว่ายน้ำระยะสั้น ๆ ได้
•
สอนให้รู้จักจุดเสี่ยงสถานการณ์อันตรายอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยบอกเล่ากรณีตัวอย่างและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
รวมทั้งกํา หนดกฎแห่งความปลอดภัยที่เข้าใจง่ายให้เด็กปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
•
สอนให้รู้จักปกป้องร่างกายตนเอง
ระมัดระวังและวางตัวกับคนแปลกหน้าอย่างเหมาะสม
รวมทั้งรู้จักบอกผู้ดูแลเมื่อมีผู้อื่นมากระทําโดยไม่เหมาะสม
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การเติบโต (growth)
หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านขนาดของร่างกาย
และอวัยวะซึ่งเกิดจากการเพิ่ม
จํานวนเซลล์ การเพิ่มขนาดของเซลล์และ matrix
จึงสามารถประเมินการเติบโตได้โดยการชั่งน้ำหนักวัดความยาวหรือส่วนสูง
ความหนาเส้นรอบวง เปรียบเทียบ สัดส่วน และจํานวนฟัน เป็นต้น
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก มีดังนี้
1. การซักประวัติการเจริญเติบโต
1.1 ถามว่าเด็กมีน้ำ หนักแรกเกิดเท่าไร หรือ
1.2 ขอดูสมุดบันทึกสุขภาพ
เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและส่วนสูงในระยะที่ผ่านมา
1.3 ถ้าไม่มีสมุดบันทึกสุขภาพ หรือมีแต่ไม่ได้ลงบันทึกไว้ควรถามดูว่าเด็กเติบโตดีสม่ำเสมอหรือไม่
อาจเปรียบเทียบขนาดตัวเด็กกับพี่น้อง หรือเด็กที่มีอายุใกล้เคียงกัน
2.
การประเมินการเจริญเติบโต และการแปลผล ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วไป
ได้แก่
2.1 น้ำหนัก (แรกเกิด 3 kgs 1 ปี x 3, 3 ปี x 4, 5 ปี x 6) หรือ (อายุเป็นปี x 2
+ 8kgs) น้ำหนักตัวที่เหมาะกับอายุอย่างคร่าวๆ
2.2 ส่วนสูง (แรกเกิด 50 CMS, 1
ปี 75 CMS, 2 ปี 87.5 CMS, 4 ปี 100
CMSและ 10 ปี 130 CMS)
2.3 เส้นรอบศีรษะ (แรกเกิด 35 CMS, 1
ปี 47 CMS, 3 ปี 50 CMS, 9 ปี 55CMS)
2.4 ฟัน (ฟันน้ำนมเริ่มขึ้น 6-10 เดือน ครบ 20 ซี่ เมื่ออายุ 2 1/2 ปี,
ฟันแท้เริ่มขึ้น 6 ปี)
2.5 การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ (Secondary sex
characteriatics)
2.6 การเจริญเติบโตของกระดูก (Bone age)
การประเมินและแปลผล
ใช้การวัดดัชนีดังกล่าวเทียบกับเกณฑ์ปกติของอายุในรูปของกราฟมาตรฐานการเจริญเติบโต
ซึ่งทํามาจากการวัดเด็กปกติอายุต่าง ๆ กันจุดบนเส้นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50
ซึ่งหมายถึง ค่าน้ำหนักหรือส่วนสูง ของเด็กปกติ คนที่ 50 ถ้าจัดให้เด็กวัยเดียวกัน
100 คน มาเรียงกันถือเป็นค่ากลาง ถ้าสิ่งที่วัดมีค่าอยู่ระหว่างP97 และP3 ถือเป็นปกติสําหรับวัยนั้น ๆ ถ้าต่ำกว่า P3 ถือว่าน้อยกว่าปกติ หรือขาดอาหาร และถ้ามากกว่า P97
ถือว่าใหญ่หรือมากกว่าเกณฑ์ปกติการบอกว่าเด็กคนหนึ่งเติบโตดีตามปกติหรือไม่นั้นจะต้องวัดจากน้ำหนักส่วนสูงและส่วนอื่น
ๆของร่างกายแล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ ถ้าอยู่ในระหว่างพิสัยปกติ คือ
ค่าเฉลี่ย +2SD หรือจาก Percentile ที่
3 ถึงPercentile ที่ 97 ถือว่าปกติตามอายุนั้น
ๆในชุมชนที่มีปัญหาเด็กขาดอาหารมากจึงมีการคํานวนแบ่งชั้นตามความรุนแรง(ModifiedGomez's
Classification) เพื่อประโยชน์ในการแบ่งคัดเด็กตามความรุนแรง
การประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการ
หมายถึง กระบวนการศึกษาข้อมูลคุณลักษณะหรือความสามารถในด้านต่างๆของเด็กเล็กในแต่ละช่วงวัยการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก
1.
ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2.
ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
3.
สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจําวัน
4.
ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก
5.
ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็กรวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ
ด้านเด็กที่มีพัฒนาการทุกด้านตามวัยอย่างสมดุล
จะเป็นเด็กที่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างราบรื่นมั่นคง
และเป็นรากฐานที่สําคัญต่อการเรียนรู้ในขั้นที่สูงขึ้นต่อไป
การประเมินและรายงานพัฒนาการเด็กโดยรวมในทุก
ๆ ด้านย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมความ
สามารถของเด็กทุกๆ
ส่วนที่ประกอบเป็นตัวเด็ก ได้แก่
1. การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
1.1 โครงสร้างสัดส่วนและขนาดของร่างกาย
1.2
ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่
1.3
ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
1.4 ภาวะสุขภาพโดยรวม
2. การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
2.1
พฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ
2.2 ความสามารถในการรับรู้ /
ยอมรับความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
2.3 ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
2.4 ความสามารถในการรับรู้ / ยอมรับความรู้สึกของผู้อื่น
3. การประเมินพัฒนาการด้านสังคม
3.1
ความสามารถในการปรับตัวและสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น
3.2 ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง
3.3 ความสามารถในการทํา งานร่วมกับผู้อื่น
4. การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา
4.1
ความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้สิ่งรอบตัว
4.2 ความสามารถในการใช้ภาษาและความจ า
4.3 ความสามารถในการใช้ความคิดและเหตุผล
4.4 ความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์
การประเมินพัฒนาการ (ตัวอย่าง)
สิ่งที่ควรคํา
นึงและยึดถือปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก คือ
1.
ต้องประเมินพัฒนาการให้ครบทุกด้านครอบคลุมทั้งด้านร่างกายอารมณ์จิตใจ
สังคมและสติปัญญา
2.
ประเมินรายพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน ต้องกระท าอย่างสม่ าเสมอหลายๆ ครั้งก่อนสรุปผล
3.
ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามปกติตามตารางกิจกรรมประจ าวันในสภาพแวดล้อมที่ปกติ
4.
เลือกวิธีการและเครื่องมือในการประเมิน ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเรื่องที่จะประเมิน
วิธีที่ง่ายและนิยมปฏิบัติ คือ การสังเกต
และบันทึกรายละเอียดพฤติกรรมเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง
เกณฑ์การประเมิน คือ การนําผลการประเมินมาสรุปและจัดระดับพัฒนาการ ดังนี้
1. ระดับปฏิบัติได้ หมายถึง
สามารถแสดงพฤติกรรมได้คล่อง หรือเชื่อมั่น
2. ระดับปฏิบัติได้บางครั้ง
หมายถึง สามารถแสดงพฤติกรรมได้ แต่บางครั้งไม่คล่องหรือไม่มั่นคง
3. ระดับควรส่งเสริมหมายถึง
แสดงพฤติกรรมได้ไม่ชัดเจน




.png)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น