แบบประเมิน BLOG
กรณีศึกษา
ลับเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง
9.1 แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน
วันที่
18
เดือน มกราคม ปี 2567 เวลา 13.00 -
14.30 น. สถานที่ ห้องเรียนชั้นอนุบาล 3
ชื่อ
นามสกุล นักเรียน เด็กชาย จิรพัฒน์
อุสาห์ดี อายุ 5 ปี
เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 3 ครูประจำชั้น ชื่อ นามสกุล นางสาว นภคประภา เทศบุตร
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน
เช่น แบบสอบถามใครเอ่ย สังคมมิติ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม
แบบประเมินบุคลิกภาพ ฯลฯ
แบบสังเกต
ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน
เช่น ครูที่ปรึกษา ครูพี่เลี้ยง ครูแนะแนว เพื่อนนักเรียน รุ่นพี่ ฯลฯ
ครูพี่เลี้ยงและครูประจำชั้น
ปัญหาพฤติกรรมที่พบ/ลักษณะปัญหา
1. เด็กนักเรียนทำงานช้า ไม่ชอบอยู่นิ่ง
ไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน
2. พัฒนาการด้านร่างกาย/กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ค่อยแข็งแรง เด็กเขียนหนังสือยังไม่ค่อยได้ เขียนหนังสือกลับด้าน
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา สาเหตุที่เลือก (เลือกปัญหาพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเร่งด่วน
1 ปัญหา)
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือก คือ เด็กนักเรียนทำงานช้า ไม่ชอบอยู่นิ่ง ไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียนสาเหตุที่เลือก เพราะ ต้องการพัฒนาส่งเสริมให้เด็กนักเรียนทำงานได้เร็วขึ้น ทำงานให้ทันเพื่อน มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่ดีขึ้น
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน
ข้อเสนอแนะจาก นางสาว นภคประภา เทศบุตร
ตำแหน่ง ครูประจำชั้น
แนวทางในการช่วยเหลือพัฒนาโดยการนำกิจกรรมเกมการศึกษามาให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกการสังเกต ส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่มีการคิดวิเคราะห์ให้แก่เด็กเพื่อให้เด็กมีสมาธิ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่ดีขึ้น
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน
(ควรเลือกแนวทางการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การลงโทษ)
จัดกิจกรรมเกมการศึกษา เกมเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อน-หลัง
เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีพัฒนาการด้านสติปัญญา ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น
การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา มีความสนใจในการทำงานยิ่งขึ้น
และช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านแก่นักเรียน
ลับเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง
9.2 แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน
รายการเยี่ยมบ้าน
ครั้งที่ 1
วันที่
19
เดือน มกราคม พ.ศ. 2567
ชื่อ
- นามสกุลนักเรียน ด.ช.
จิรพัฒน์ อุสาห์ดี ชั้น
อนุบาล 3
ชื่อผู้ปกครอง
นางสาว เกศรินทร์ ประคองดี มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น มารดา
ช่องทางการติดต่อ
โทรศัพท์ 0981294099 Line -
Facebook -
ชื่อ
บิดา นาย ธนกฤต อุสาห์ดี ชื่อ มารดา นางสาว เกศรินทร์ ประคองดี
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0981294099 Line - Facebook -
1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง
(ใช้การสังเกต)
บ้านมีลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียว ไม่ฉาบ ไม่ทาสี บริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ล้อมรอบ ข้าวของไม่เป็นระเบียบทำให้บ้านรก
2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)
ภายในบ้านไม่ค่อยเป็นระเบียบ ข้าวของวางระเกะระกะ
3.
บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา
(ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
ผู้ปกครองยินดีให้ความร่วมมือ ยิ้มแย้ม แจ่มใส่
4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา
มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อนักเรียน คือ คอยดูแลเอาใจใส่ แต่บางครั้งก็ไม่ค่อยมีเวลาให้เพราะต้องทำงาน พูดจาไพเราะ คอยสอนการบ้านและให้ความสนใจกับตัวนักเรียน
5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา
มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียน คือ ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนในทุกๆกิจกรรมที่โรงเรียนได้จัดขึ้น ช่วยเหลืองานโรงเรียนเป็นอย่างดี
6.
บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน
การอ่านหนังสือ (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)
สัมภาษณ์นักเรียน นักเรียนบอกว่าผู้ปกครองคอยสอนการบ้าน คอยกำกับดูแลนักเรียนทำการบ้านอยู่บางครั้ง แต่ส่วนมากผู้ปกครองจะไม่ค่อยมีเวลาว่างสอนการบ้าน เพราะต้องทำงานบ้านและออกไปทำงานที่อื่น
7.
บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต
การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน)
ลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน เมื่ออยู่ที่บ้านก็จะมีเพื่อนบ้านแวะมาเล่นด้วย นักเรียนกับเพื่อนชอบเล่นด้วยกัน
8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน
(ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน สนิทสนมกัน นักเรียนกับผู้ปกครองไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาร่วมด้วย)
ข้อเสนอแนะ มีการจัดกิจกรรม แนวทางความร่วมมือกับทางโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือบิดา มารดา คือ การจัดกิจกรรมที่มีผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความรัก ความอบอุ่นต่อเด็กมากกว่าเดิม และจะทำให้ผู้ปกครองหันมาสนใจ มาให้ความสำคัญในเรื่องของการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการเขียนหนังสือของเด็ก และฝึกฝนการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยการใช้กิจกรรม
ภาพที่ 9.2 ภาพถ่ายร่วมกับผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงบริเวณหน้าบ้านของนักเรียน
ภาพที่
9.3 ภาพถ่ายร่วมกับผู้ปกครองและเพื่อน
9.3 สรุปการสะท้อนคิดในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน
1.
ท่านคิดว่าแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากโรงเรียนร่วมกับผู้ปกครอง
จะสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนได้หรือไม่ได้ เพราะเหตุใด (การวางแผน)
ดิฉันคิดว่าแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากโรงเรียน ร่วมกับผู้ปกครองนั้นสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนได้ โดยจัดกิจกรรมที่เน้นพัฒนาด้านสติปัญญา การสังเกต การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา และจัดกิจกรรมให้เด็กทำด้วยกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือกัน เพื่อพัฒนาทางด้านสังคมให้เด็กอีกด้วย
2.
หากจะทำการศึกษานักเรียนคนนี้อย่างต่อเนื่องท่านจะมีแนวทางในการช่วยเหลือ
พัฒนาและแก้ปัญหาของนักเรียนคนนี้อย่างไรบ้าง (เขียนให้เห็นถึงกระบวนการ
วิธีการและความร่วมมือจากทุกฝ่าย) (วางแผน)
1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กเพื่อหาสาเหตุของปัญหา
2. วิเคราะห์สภาพปัญหา
3. หาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับคุณครูและผู้ปกครอง
หรือส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้
3.1 เลือกกิจกรรมเกมการศึกษาที่พัฒนาทางด้านสติปัญญา
ที่ช่วยให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น
3.2 เขียนแผนกิจกรรม
4. สังเกตพฤติกรรมของเด็ก เพื่อที่จะทราบว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
"บทบาทของครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
และการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย"
ชื่อ "การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินฯ"
เชิญผู้ปกครองเข้าร่วมประชุม
สมุดรายงานประจำตัวของนักเรียน 3 คน คือ
คนที่มีพัฒนาการดีมาก ปานกลาง และคนที่ต้องพัฒนา
คนที่1. พัฒนาการดีมาก
ชื่อ เด็กหญิง อนุศรา สำราญสุข ชื่อเล่น สตางค์ อายุ 6 ปี ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2566
โรงเรียนบ้านอำปึล อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เลขประจำตัว 1329400247911
ความคิดเห็นของครู
พัฒนาการด้านร่างกาย
1.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย
2.มีกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรงและประสานสัมพันธ์กันดี
พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ
1.มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส
2.ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่นชอบการแสดงออก
3.มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อฟังคุณครู และช่วยเหลือเพื่อนๆ ในห้องได้ดี
พัฒนาการด้านสังคม
1.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการออม
2.รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย คิดเป็น ทำเป็น แต่งกายเรียบร้อย
พัฒนาการด้านสติปัญญา
1.ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย สื่อสารเข้าใจ
2.มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มีความเป็นผู้นำ
3.มีจิตนาการที่ดีเหมาะสมกับวัย
4.สนใจการเรียนรู้ได้ดี
พฤติกรรมที่ควรส่งเสริมและพัฒนา
ควรพัฒนาและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง
ลงชื่อ…………………………
(นางสาว นภคประภา เทศบุตร)
ชื่อ เด็กชาย ธนกฤต สุครีพ ชื่อเล่น คิง อายุ 6 ปี ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2566
โรงเรียนบ้านอำปึล อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เลขประจำตัว 1321400072749
ความคิดเห็นของครู
พัฒนาการด้านร่างกาย
1.ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรงตามวัย
2.มีกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรง คล่องแคล่วว่องไว และประสานสัมพันธ์กันดี
พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ
1.มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส
2.ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่นชอบการเต้นประกอบเพลง
3.มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อฟังคำสอนคุณครู
พัฒนาการด้านสังคม
1.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการออม
2.รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย ช่วยทำความสะอาดและดูแลความสะอาดได้ดี
พัฒนาการด้านสติปัญญา
1. สื่อสารและใช้ภาษาเข้าใจ
2.มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ปฏิบัติได้ดี
3.สามารถปฏิบัติได้และมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดี
4.สนใจการเรียน
พฤติกรรมที่ควรส่งเสริมและพัฒนา
การพัฒนา ฝึกฝน อย่างต่อเนื่อง
ลงชื่อ…………………………
(นางสาว นภคประภา เทศบุตร)
คนที่3. พัฒนาการที่ต้องพัฒนา
ชื่อ เด็กชาย อภิเดช ธรรมรัตน์ ชื่อเล่น โชค อายุ 5 ปี ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2566
โรงเรียนบ้านอำปึล อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เลขประจำตัว 1329400261034
ความคิดเห็นของครู
พัฒนาการด้านร่างกาย
1.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย
2.มีกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรง
พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ
1.มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส
2.ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่นชอบเสียงเพลง
3.มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อฟังคุณครู
พัฒนาการด้านสังคม
1.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการออม
2.รักธรรมชาติ
พัฒนาการด้านสติปัญญา
1. ควรส่งเสริมการใช้ภาษา
2. ควรส่งเสริมพื้นฐานการเรียนรู้
3.ควรส่งเสริมการคิด การมีจินตนาการ ให้เด็กได้เรียนรู้มากขึ้น
พฤติกรรมที่ควรส่งเสริมและพัฒนา
ควรฝึกฝน ส่งเสริม พัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ให้พร้อมทันต่อวัยเดียวกัน
ลงชื่อ…………………………
(นางสาว นภคประภา เทศบุตร)
สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และ บทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
บทบาทของตนเอง (ในฐานะครู)
ครูปฐมวัยเป็นบุคคลที่มีความสำคัญรองจากผู้ปกครองของเด็ก ในฐานะบุคคลผู้วางรากฐานการพัฒนาของเด็กให้เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงเป็นผู้ที่ปูพื้นฐานความรู้เชิงวิชาการแก่เด็กเป็นด่านแรก ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดี อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเด็ก หากครูปฐมวัยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ขาดการอ่าน ค้นคว้าวิจัย พัฒนาตนเองทั้งในด้านความรู้และทักษะการสอน ขาดความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็ก ย่อมก่อให้เกิดผลเสียแก่เด็กทั้งในระยะต้นและระยะยาว รวมทั้งสร้างผลกระทบต่อสังคมในอนาคต ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเร่งสร้างคุณลักษณะของครูปฐมวัยให้มีความเป็นครูผู้มุ่งมั่น ด้วยเพราะคุณลักษณะความเป็นครูผู้มุ่งมั่นจะช่วยให้ครูมองเห็นประโยชน์ของสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา และใช้สิ่งเหล่านั้นมาสร้างประโยชน์ทั้งกับตนเองและเด็ก โดยไม่ท้อแท้ท้อถอยต่ออุปสรรค และมีความพร้อมที่จะสร้างความเจริญและความสุขแก่เด็กเสมอ
บทบาทของผู้ปกครอง
การเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียน และการมีส่วนร่วมประเมินเด็กนั้น ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณครูและผู้ปกครอง เพื่อที่ว่าคุณครูจะได้มีโอกาสพูดคุย แลกความเปลี่ยนคิดเห็น ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ชี้แนะแนวทางแก่ผู้ปกครองได้ทราบ
ทะเบียนคุมชิ้นงาน
นางสาว
พรพิณยา อุส่าห์ดี รหัสนักศึกษา 64121860132
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
คำชี้แจง
บันทึกรายการชิ้นงานที่ทำส่งทุกชิ้นในกรณีที่เจ้าของแฟ้มต้องการปรับปรุงผลงานให้บันทึกรายละเอียดของการปรับปรุงแก้ไขงานทุกชิ้นต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน
สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ควรยึดหลักการ
ดังนี้
1.
วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ การวางแผนการ ประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
เป็นภารกิจหนึ่งของผู้สอน
2.
ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน การประเมินพัฒนาการเด็ก ครบทุกด้านตามหลักการนี้
คือ การประเมินพัฒนาการเด็กด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
ซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุม มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้
และสภาพที่พึงประสงค์ แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
และสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ที่มุ่งเน้นพัฒนาเด็กทุกคนให้
ได้รับการพัฒนา ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องนั่นเอง
3.
ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี จุดมุ่งหมายของ
การประเมินพัฒนาการเด็ก เพื่อพัฒนาความ
ก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลให้เต็มตามศักยภาพ ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถือ
ของผลการประเมินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้สอนต้องสังเกตพฤติกรรมหรือ
การปฏิบัติตนของเด็ก เป็นระยะๆ
4.
ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจําวันด้วยเครืองมือและวิธิการ
ที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ เนื่องจากแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ความ
สําคัญกับตัวเด็ก ทั้งการพัฒนาเด็ก โดยองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา
การเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก ภายใต้บริบทสังคมและ วัฒนรรรมที่เด็กอาศัยอยู่
5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและน่าผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก ข้อมูล ที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามสภาพที่พึงประสงค์ ที่รวบรวม ได้จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์และการ ปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน ผู้สอนต้องนำไปเทียบเกณฑ์การให้ระดับคุณภาพ ในแต่ละ สภาพที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ พร้อมจัดทํา เป็นข้อมูลสารสนเทศ ในระดับห้องเรียนว่า เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการใดบ้างเป็นจุด เด่นหรือควรได้รับการส่งเสริม และนําไปใช้ในการพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็น ข้อมูลสื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคลต่อไป
แนวคิดของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2560
1.
แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก
พัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องใน ตัวมนุษย์
เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ
พัฒนาการของเด็กจะมีลำดับขั้นตอนในลักษณะเดียวกันตามวัยของเด็ก
แต่อัตราการเจริญเติบโตและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆ
ของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ โดยในขั้นตอนแรกๆ จะเป็นพื้นฐาน สำหรับพัฒนาการขั้นต่อไป
พัฒนาการประกอบด้วย ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
ซึ่งพัฒนาการแต่ละด้านมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ละสัมพันธ์กัน
รวมทั้งส่งผลกระทบซึ่งกับและกัน
พัฒนาการแต่ละด้านมีทฤษฎีเฉพาะอธิบายไว้
และสามารถนํามใช้ในการพัฒนาเด็กในแต่ละด้าน อาทิ ทฤษฎีพัฒนาการด้านร่างกาย
อธิบายว่า การเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก มีลักษณะต่อ เนื่องเป็นลำดับขั้น
เด็กจะพัฒนาถึงขั้นใดจะต้องเกิดวุฒิภาวะของความสามารถขั้นนั้นก่อน ทฤษฎี
พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ และสังคม ระบุว่า การอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ความรักและความอบอุ่นเป็นพื้นฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก
ซึ่งจะทำให้เด็กมีความไว้วางใจในผู้อื่น เห็นคุณค่าของตนเอง
มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เคารพผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นประชาธิปไตย
และทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญา อธิบายว่า
เด็กเกิดมาพร้อมวุฒิภาวะและความสามารถในการ เรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาขึ้นตามอายุ
ประสบการณ์ รวมทั้งค่านิยมทางสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับ
2.
แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสม
กับพัฒนาการ การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม เป็นการคำนึงถึงความสมดุล
และครอบคลุมพัฒนาการของเด็กให้ครบทุกด้าน ในการดูแล พัฒนา และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กต้องไม่เน้นที่ด้านใดด้านหนึ่ง
จนละเลยด้านอื่นๆ ซึ่งในแต่ละด้านของพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติ ปัญญา
3.
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทํางานของสมอง
สมองของเด็กเป็นสมองที่สร้างสรรค์และมีการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอารมณ์
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญมากที่สุด และมีการพัฒนา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
โดยในช่วงนี้เซลล์สมองจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อและทำหน้าที่ในการควบคุมการทํางานพื้นฐานของร่างกาย
สำหรับในช่วง แรกเกิดถึงอายุ 3 ปี
จะเป็นช่วงที่เซลล์สมองเจริญเติบโตและขยายเครือข่ายใยสมองอย่างรวดเร็ว
โดยปัจจัยในการพัฒนาของสมอง ประกอบด้วย พันธุกรรม โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม
สมองจะมีพัฒนาการที่สําคัญในการควบคุมและมีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด จินตนาการ
ความฉลาด และพัฒนาการทุกด้าน การพัฒนาของสมองทําให้เด็กปฐมวัยสามารถ
เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าวัยใด
สำหรับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
(Brain
- based Learning) เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้
ที่สัมพันธ์และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง
โครงสร้างและการทํางานของสมองที่มีการพัฒนา อย่างเป็นลำดับขั้น ตามช่วงวัย
และมีความยืดหยุ่นทําให้การพัฒนาสมองเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมองที่เป็นเครือข่ายซับซ้อนและหนาแน่นจะเกิดขึ้นก่อนอายุ
5 ปี
สําหรับช่วงปฐมวัยเป็นช่วงโอกาสที่สำคัญในการพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF
(Executive Function) ซึ่งเป็นกระบวนการทางความคิดของสมองส่วนหน้า
ทําหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทํา โดยสมองส่วนนี้กำลังพัฒนามากที่สุด
4.
แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมการ
แสดงออกของเด็กอย่างอิสระตามความต้องการ และจินตนาการสร้างสรรค์ของตนเอง
เป็นการสะท้อนพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในชีวิตประจําวัน
จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ บุคคล และสิ่งแวดล้อมรอบตัว การเล่นทําให้
เกิดความสนุกสนาน
5.
แนวคิดเกี่ยวกับการคำนึงถึงสิทธิเด็ก การสร้างคุณค่า
และสุขภาวะให้แก่เด็กปฐมวัยทุกคน เด็กปฐมวัยควรได้รับการดูแลและพัฒนา
อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกคน โดยมีสิทธิในการอยู่รอด สิทธิได้รับการคุ้มครอง
สิทธิในด้านพัฒนาการ และสิทธิการมีส่วนร่วมตามที่ กฎหมายระบุไว้
6.
แนวคิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูควบคู่การให้การศึกษา
การจัดการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนา เด็กบนพื้นฐานของการอบรมเลี้ยงดู
ควบคู่กับการให้การศึกษา หรือการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนอย่างเป็นองค์รวม
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยหมายรวมถึง การดูแลเอาใจใส่เด็กด้วย ความรัก ความอบอุ่น
ความเอื้ออาทร การดูแลสุขภาพ โภชนาการและ ความปลอดภัย
7.
แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการ เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัย
ที่เรียนรู้ผ่านการเล่นและการทำกิจกรรม
ที่เหมาะสมตามวัย
เป็นหน้าที่ของผู้สอนต้องวางแผนโดยบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษา
ดนตรี และการเคลื่อนไหว คุณรรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย และศาสตร์อื่นๆ
8.
แนวคิดเกี่ยวกับสื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ผู้สอนสามารถนำสื่อเทคโนโลยี และการจัดสภาพแวดล้อม
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้มาสนับสนุนและเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ปฐมวัยได้
โดยสื่อเป็นตัวกลางและเครื่องมือเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้
ตามจุดประสงค์ที่วางไว้
9.
แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง
การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยยึดวิธีการสังเกตเป็นส่วนใหญ่
เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและสอดคล้องสัมพันธ์กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
รวมทั้งกิจกรรมประจําวัน
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
สำหรับการส่งเสริม ความก้าวหน้า
และช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อพบเด็กล่าช้าหรือมีปัญหาที่เกิดจากพัฒนาการและการเรียนรู้
ไม่ใช่การตัดสินผลการศึกษาและไม่ใช่แบบทดสอบในการประเมิน
เป็นการประเมินตามสภาพจริงที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินที่หลากหลายอย่างมีจุดมุ่งหมาย
เหมาะสมกับศักยภาพในการเรียนรู้ และพัฒนาการตามวัยของเด็ก ตลอดจนรูปแบบการเรียนรู้
ประสบการณ์ที่เด็กได้รับ
และแหล่งข้อมูที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กที่มีการเก็บข้อมูลอย่างรอบด้าน
โดยไม้เรื่องราว เหตุการณ์ กิจกรรมตามสภาพจริงหรือคล้ายจริงในชีวิตประจําวัน
เพื่อให้เด็กมีโอกาส แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะต่างๆ จากการปฏิบัติ
กิจกรรมหรือการ สร้างงานที่เป็นผลผลิตเพื่อเป็นการสะท้อนภาพที่แท้จริง
มีการนำเสนอหลักฐานในการ ประเมินที่น่าเชื่อถือในรูปแบบที่เหมาะสม
10.
แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว
สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน
การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด
และครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ของเด็ก สถานศึกษา
หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะเป็นส่วนสำคัญที่อบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก
11.
แนวคิดเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นไทย
และความหลากหลาย
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กสู่อนาคต อย่างไรก็ตาม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนรรรม ซึ่งไม่เพียง แต่จะได้รับอิทธิพล จากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และการ ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษแล้ว ยังได้รับอิทธิพล จากประสบการณ์ ค่านิยม และความเชื่อของบุคคลในครอบครัวและชุมชน
แนวทางการประเมินพัฒนาการ
ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2560 กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัย
โดยยึดพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย
เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหว สุขภาพอนามัยที่ดี
รวมถึงการใช้มือกับตาที่ประสานสัมพันธ์กันในการทํากิจกรรมต่างๆ
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย การประเมินน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์
สุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี การรักษาความ ปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
การเคลื่อนไหวร่างกาย การทรงตัว และการใช้มือ และตาประสานสัมพันธ์กัน
2.
พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสามารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึก
โดยที่เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์
เพื่อเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมิน ความสามารถใน
การแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม การมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
มีความสนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่อสัตย์
สุจริต มีเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือ แบ่งปัน
มีความเห็น
อกเห็นใจผู้อื่น และความรับผิดชอบ
3.
พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น
ปรับตัวในการเล่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นสามารถทำหน้าที่ตามบทบาทของตน
ทํางานร่วมกับผู้อื่น รู้กาลเทศะ สามารถช่วยเหลือตนเอง
ในชีวิตประจําวันเรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับเด็กอื่น
รู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพื่อน ปฏิบัติตามข้อตกลงใน การเล่น
รู้จักรอคอยตามล่าดับก่อน - หลัง การประเมินพัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย
การประเมินความมีวินัยในตนเอง
ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน ประหยัด และพอเพียง
การดูแลรักษารรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีมารยาทตามวัฒนรรรมไทยและรักความเป็นไทย
การยอมรับความเหมือนและความแตกต่าง ระหว่างบุคคล การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็น สมาชิกที่ดีของสังคม
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางสมองที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสิ่งแวดล้อมด้วยการ รับรู้ สังเกต จดจํา วิเคราะห์ รู้คิด รู้เหตุผล และแก้ปัญหาทำให้สามารถปรับตัวและเพิ่มทักษะใหม่ ซึ่งแสดงออกด้วยการใช้ภาษาสื่อความหมาย และการกระทํา เด็กวัยนี้สามารถ โต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุและสิ่งของที่อยู่รอบตัวได้ สามารถว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทําซ้ำกันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นแต่ยังอาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหา การลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผล ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาษาของ เด็กวัยนี้เป็นระยะพัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสใช้ภาษา จากการทํากิจกรรมต่างๆ ในรูปของการสนทนา ตอบคำถาม เล่าเรื่อง นิทาน และการทํากิจกรรมต่างๆ
ขั้นตอนการ
การประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มี
คุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดขึ้น ในห้องเรียนขณะจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันของเด็ก มีขั้นตอนดังนี้
1.
การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์
และการกำหนดประเด็นการประเมิน ผู้สอนต้อง วิเคราะห์
และกำหนดสิ่งที่จะประเมินจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน
เพื่อวางแผนการประเมินพัฒนาการและ การตรวจสอบ ทบทวนความถูกต้อง ความครอบคลุม
และความเชื่อมโยง อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานประเมิน
พัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1.1
การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์
การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การจัด
ประสบการณ์
ได้มีวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีที่สอดคล้องของมาตรฐาน ตัวบ่งชี้
สภาพที่พึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้เพื่อกำหนดหน่วยการจัดประสบการณ์
โดยการนำสภาพที่พึงประสงค์ที่ได้จากการวิเคราะห์มากำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของ
หน่วยการจัดประสบการณ์นั้นๆ และกำหนดกิจกรรม หลัก 6
กิจกรรม
1.2
การกำหนดประเด็นการประเมิน เป็นการกำหนดพัฒนาการที่ต้องการประเมินตามสภาพที่
พึงประสงค์
ซึ่งครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์
ดังนั้น เมื่อกำหนดประเด็นการประเมินตามสภาพที่พึงประสงค์ได้แล้ว ให้พิจารณาว่าสามารถจัดเก็บข้อมูลการประเมินพัฒนาการ
2.
การกำหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ
เมื่อผู้สอนกำหนดประเด็นการประเมินพัฒนาการได้ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ
การกำหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ
ผู้สอนต้องวางแผนและกำหนดวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม เช่น
ใช้การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ชิ้นงานเด็ก ฯลฯ
วิธีการที่ผู้สอนเลือกใช้ต้องมากกว่า
2 วิธีการ หรือใช้วิธีการหลากหลาย
2.1
การสังเกตและการบันทึก แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1) การสังเกตแบบเป็นทางการ
2) การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ
1) แบบบันทึกพฤติกรรมแบบเป็นทางการ
กำหนดประเด็นหรือพัฒนาการ ที่ต้องการสังเกต
(สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์)
ระบุชื่อ นามสกุล เด็ก วัน เดือน ปีเกิด ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งชื่อผู้ทำการสังเกต
ดำเนินการสังเกตโดยบรรยายพฤติกรรมเด็กที่สังเกตได้ตามประเด็น ผู้สังเกตต้องบันทึก
วัน เดือน ปี ที่ทำการสังเกตแต่ละครั้ง
2) แบบบันทึกพฤติกรรมแบบไม่เป็นทางการ
เป็นการบันทึกพฤติกรรม เหตุการณ์ หรือจาก
การจัดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน
โดยระบุชื่อ ทุกวัน โดยระบุ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิดเด็ก
วัน เดือน ปี ที่บันทึก อาจบันทึก โดยใช้การบรรยาย ใคร ทำอะไร ที่ไหน
ทำอย่างไร ซึ่งจะ
เน้นเฉพาะเด็กรายกรณีที่ต้องการศึกษา
ควรมีรายละเอียดและข้อมูลที่ ชัดเจน
3) แบบสำรวจรายการ
โดยกำหนดประเด็น หรือพัฒนาการที่ต้องการสำรวจ (สอดคล้องกับ
สภาพที่พึงประสงค์)
ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปีเกิด ไว้ล่วงหน้า มีการกำหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการสำรวจละเอียดขึ้น
และกำหนดเกณฑ์ในการสำรวจพฤติกรรม เช่น ปฏิบัติ - ไม่ปฏิบัติ ทำได้ - ทำไม่ได้
เป็นต้น
2.2
การบันทึกการสนทนา เป็นการบันทึกการ สนทนาทั้งแบบเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล
เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็นและพัฒนาการด้านการใช้ภาษาของเด็ก
ความสามารถในการคิดรวบยอด การแก้ปัญหา รวมถึงพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ จิตใจ
และบันทึกผลการสนทนา ลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน โดยระบุ ชื่อ นามสกุล
อายุเด็ก ภาคเรียนที่ และกิจกรรมที่ใช้ สนทนา
2.3
การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคล และควรจัดในสภาวะแวดล้อม
ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด
ความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิด โอกาสให้เด็กได้คิด
และตอบอย่างอิสระจะทำให้ผู้สอนสามารถ ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก
และค้นพบ ศักยภาพในตัวเด็กได้โดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ ผู้สอนควรปฏิบัติ
ดังนี้
การเตรียมการก่อนการสัมภาษณ์
โดยกำหนด วัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ กำหนดคำพูด/
คำถามที่
จะพูดกับเด็ก ควรเป็นคำถามที่เด็กสามารถตอบโต้หลาก หลายไม่มีผิด/ถูก
การปฏิบัติขณะสัมภาษณ์
ผู้สอนควรสร้างความคุ้นเคย เป็นกันเอง สร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น
ไม่เคร่งเครียด
ใช้คำ ถามที่กำหนดไว้ถามเด็กทีละคำถาม ให้เด็กมีโอกาสคิดและมี เวลาในการตอบคำถาม
อย่างอิสระ ไประยะเวลาสัมภาษณ์ไม่ ควรเกิน 10นาที
หลังการสัมภาษณ์
การบันทึกในแบบสัมภาษณ์ ให้บันทึกคำพูดของเด็กตามความเป็นจริง หลัง
เสร็จการสัมภาษณ์ผู้สอนค่อยพิจารณาข้อมูลจากคำพูดเด็กและลงความคิดเห็นที่สะท้อนพฤติกรรมที่แสดงออกของเด็ก
2.4
สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการประเมิน พัฒนาการ การจัดทำสารนิทัศน์
(Documentation)
เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต
พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั่ง รายบุคคล และรายกลุ่ม
ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็กสามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
การจัดทําสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
ประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลาย
รูปแบบ ได้แก่
1) แฟ้มสะสมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล
เช่น การเก็บชิ้น งานหรือภาพถ่ายเด็ก ขณะทำ
กิจกรรมมีการใช้เทคโนโลยีต่าง
ๆ ใน การบันทึกเสียง บันทึกภาพที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่ เด็กทำ
2) การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ
เช่น การสอนแบบโครงการ
(Project
Approach) สามารถให้สาร นิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน
ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของ เด็กและการสะท้อนตนเองของผู้สอน
3) การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก
เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น
4) การสะท้อนตนเองของเด็ก
เป็นคำพูดหรือข้อความที่ สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก
จากการสนทนา
การอภิปราย แสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วย เทคโนโลยี
บันทึกเสียงหรือบันทึกภาพ
5) ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่มที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ความสามารถทักษะ
จิตนิสัยของ
เด็ก
2.5
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
เป็นการประเมินการเจริญเติบโตด้านร่างกายของเด็กซึ่ง
การพิจารณาการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วๆ
ไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ ฟัน และการเจริญเติบโต
ของกระดูก สำหรับแนวทางประเมินการเจริญเติบโต
เทคนิคการประเมิน
พัฒนาการเด็กปฐมวัย
เทคนิคการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีวิธีการต่างๆมากมายหลายวิธี
และวิธีการประเมินผลที่ดีควรคำนึงถึงความสนใจของเด็กเป็นสำคัญ
คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
และเป็นส่วนหนึ่งของโปแกรมการเรียนการสอนให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก
และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเด็ก
1.
การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)
การสังเกตที่ดี
ควรมีจุดมุ่งหมาย มีแบบสังเกตกฎเกณฑ์ การให้คะแนนพฤติกรรมจากการสังเกตมีการจด
บันทึกข้อมูลเป็นหลักฐาน จนสามารถนำมาประเมินได้
การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็ก
ค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุก
ด้าน
2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการ
เด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า อย่างต่อเนื่อง
ข้อดีของการสังเกตเด็ก
1.
ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน
ต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
2.
ประสบการณ์ของผู้สังเกต
การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตความพฤติกรรม
3.
ระยะเวลาและจํานวนครั้งในการสังเกต
ทําให้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก
การสังเกตอย่างมีระบบ
สามารถแบ่งออกเป็น 2
ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ
1.เป็นระบบ และการสังเกต
แบบมีโครงสร้าง
2. เกมบุคคลคือการสังเกต
โดยผู้สังเกตเข้าร่วมหรือไม่ เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก
2.
การสัมภาษณ์ ( Interview)
แบบสัมภาษณ์มีข้อดี
ได้ข้อมูลคำตอบที่ละเอียดและเชิงลึกใช้กับเด็กปฐมวัยได้
สามารถสังเกตพฤติกรรมเด็กควบคู่กันได้ด้วย
ส่วนข้อจํากัด
เก็บข้อมูลได้น้อย ใช้เวลานาน
เสียค่าใช้จ่ายมากและต้องใช้ผู้สัมภาษณ์ที่มีทักษะดีพอ
ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย
ควรมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
1. ในการถามเด็กครูควรตั้งคำถาม
ในลักษณะสนทนา และถามคำถามในเวลาเดียวกันและใน
การถามควรจะถามด้วยภาษาง่ายๆ
2. สร้างบรรยากาศที่ดีในการสัมภาษณ์
ซึ่งจะทําให้เกิดความไว้วางใจจากเด็ก และทําให้เด็กให้
ความร่วมมือ
3. ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีทักษะในการสังเกตและการฟังเป็นอย่างดี
3.
การสนทนา
จุดมุ่งหมายของการสนทนา
1. เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเด็ก
ธรรรมชาติของเด็กปฐมวัย
2.
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดและเรียนรู้การพูดคุยกับนักเรียนหรือเด็ก
3. เพื่อศึกษาคับพบสิ่งที่มีอยู่ในใจเด็กซึ่งไม่อาจสังเกตได้
โดยตรงการพูดคุยทําให้ครูสามารถประเมินได้
3.
สร้างบรรยากาศในการพูดคุยแบบเป็นกันเอง
อบอุ่นและปลอดภัยที่จะพูดตอบอย่างอิสระและ สบายใจเพื่อให้ได้ความจริงมากที่สุด
หลักการประเมินด้วยการสนสนา
1. ครูกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าจะพูดคุยอะไร
และเด็กคนไหน
2. เตรียมคำพูดคุยให้พร้อมที่จะถามได้อย่าง ครอบคลุมจนสามารถสรุปยุติได้
3.
สร้างบรรยากาศในการพูดคุยแบบเป็นกันเอง
อบอุ่นและปลอดภัยที่จะพูดตอบอย่างอิสระและ สบายใจเพื่อให้ได้ความจริงมากที่สุด
4. ต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องทีจะพูดคุยมาล่วงหน้าอย่างชัดเจนเพื่อให้สามารถสรุปค้าตอบต่างๆ
ได้ อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น
5. ต้องจดบันทึกค่าสัมภาษณ์อย่างรวดเร็วดังนั้น
ผู้สัมภาษณ์ต้องฝึกซ้อมการสัมภาษณ์และการจด บันทึกข้อมูลมาอย่างดีก่อน
4.
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes )
วัตถุประสงค์ในการทำบันทึกประจําวัน
1. เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง
ๆ ไว้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงโนโอกาสต่างๆ ที่จําเป็น
2. เพื่ออช่วยให้บุคลากรอื่นๆ
ให้รู้จักและเข้าใจในตัวนักเรียนดียิ่งขึ้น
3. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมช่วย
เหลือและพับนกนักเรียนตามหลักฐานก็ได้ อ่านพบจากรายการบันทึก
4. เพื่อเป็นการระบายอารมณ์
5.
เพื่อเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือแนะแนว
และบริการให้คำปรึกษาแก่นักเรียน
5.การประเมินตามสภาพจริงและแฟ้มสะสมผลงาน
การใช้การประเมินสภาพจริงครูผู้สอนควรตั้งจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กมีความมั่นใจและประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
(Nitko.1996)
ดังนี้
2.1
ส่งเสริมให้เด็กนำความรู้สู่การปฏิบัติเช่นงานกิจกรรม
2.2
ส่งเสริมให้เด็กได้นำความรู้ที่หลากหลายทักษะรวมทั้งความสามารถต่างๆมาบูรณาการสร้างชิ้นงานกิจกรรม
2.3
ส่งเสริมให้เด็กสามารถผลิตชิ้นงานกิจกรรมที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด
2.4
ส่งเสริมให้กำลังใจเด็กในการประเมินผลงานโดยการประเมินมีเกณฑ์ ที่หลากหลาย
6.
แบบตรวจสอบรายการ (checklist)
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจดบันทึกหรือตรวจสอบลำดับพฤติกรรม
หรือลำาดับทักษะที่เด็กแสดงออกมาอย่างมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาลักษณะของแบบตรวจสอบรายการ
1. เหมาะสำหรับการตรวจสอบรายการพฤติกรรมที่มีว่าบวนหลายข้อรายการ
2.
รายการพฤติกรรมบีมีลักษณะจัดอยู่ในประเภท คือ
1. พฤติกรรมเฉพาะด้านพัฒนาการ
ได้แก่ พฤติกรรมทางด้านอารมณ์และสังคมความสนใจต่าง ๆ
2. พฤติกรรมรรรมชาติทั่ว
ๆ ไป ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหาทักษะด้าน สังคม ทักษะกระบวนการวิเคราะห์ ทักษะการใช้ภาษาพูด
ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์
3. รายการพฤติกรรมเป็นลักษณะของพฤติกรรมที่มีลำดับขั้นแสดง
พัฒนาการหรือความก้าวหน้า
7.
สังคมมิติ (Sociometry)
สังคมมิติ (Sociometry)
คือเทคนิคหรือวิธีการวัดผลวิธีหนึ่งเพื่อต้องการทราบพัฒนาการทางสังคมของบุคคล
การใช้สังคมมิติเพื่อการประเมินพัฒนาการทางสังคมของกลุ่ม
อาจใช้ในหลายกิจกรรมไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในห้องเรียนหรือจะจำกัดเฉพาะ
วงการศึกษาและอาจใช้ได้ในกลุ่มเด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ในวงการต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจ กลุ่มสมาคม กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มกิจกรรม ชั่วคราวเช่น
กลุ่มทัศนศึกษา กลุ่มไปแคมป์ กลุ่มลูกเสือ เป็นต้น
กลุ่มสังคมที่จะใช้ในการสังคมมิติโดยเฉพาะจะนำไปสร้างภาพแผนผัง สังคมมิติไม่ควรจะเป็นกลุ่มใหญ่
8.
การทดสอบ (test)
การทดสอบ หมายถึง กระบวนการใช้เครื่องมือวัดที่
เรียกว่า แบบทดสอบ
ไปเร้าให้ผู้สอบตอบสนองในรูปของพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรวบรวบมือมูลจากผู้ที่ต้องการวัด
การทดสอบถือเป็นเป็นวิธีการหนึ่งของการวัดผล
ซึ่งในการวัดผลนั้นสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างหลากหลาย เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม
การสัมภาษณ์
การตรวจ ผลงาน การรายงานตนเอง การบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง ฯลฯ
แต่ในการวัดผลครั้งนั้นใช้แบบทดสอบเป็นเครื่องมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูลเรียกว่า
การทดสอบ
9.การใช้สารนิทัศน์ (Documentation)
ประโยชน์ของสารนิทัศน์ที่มีต่อเด็กปฐมวัย
1. การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลายจะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาที่ดี
2. ครูที่จัดทําสารนิทัศน์อย่างสม่ำเสมอ
จะจัดประสบการณ์ให้เด็กได้สอดคล้องปัญหาและ พัฒนาการเด็ก