วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 12

   

 สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 12

การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญาพหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”




ภาพการเข้าร่วมและทำกิจกรรมการนำเสนองาน กลุ่มที่ 12 ผ่านช่องทาง Google Meet


สรุปความรู้ กลุ่มที่ 12

การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญาพหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”

ความหมายพหุปัญญา

พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนที่แสดงออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะค้นหาแก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมโดยสมองแต่ละส่วนโดย แต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบ้างด้าน และด้อยใน บางด้านสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและ สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของทฤษฎีพหุปัญญา

 “บุคคลจะมีปัญญาในแต่ละด้านไม่เท่ากัน แต่ก็สามารถจัดประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาปัญญาของบุคคลได้”

เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา

ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เป็นผู้หนึ่งที่พยายามอธิบายให้เห็นถึงความ สามารถที่หลากหลาย โดยคิดเป็น "ทฤษฎีพหุปัญญา" (Theory of Multiple Intelligences) เสนอแนวคิดว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลาย ด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหน บ้างแล้วแต่ละด้านผสมผสานกัน แสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป

ประเภทของพหุปัญญา

1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence

2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)

3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)

4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)

5.สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)

6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence)

7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Inteligence)

8.ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)

 

9.ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)

หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยการบันทึกผลการสอนปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการ เรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้

บทบาทของผู้สอน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายลักษณะผู้สอนมีบทบาทสำคัญคือ การศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรวิเคราะห์ผู้เรียน จัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลและยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมุ่งให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม ฝึกทักษะผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทุก ๆ ด้านโดยการบูรณาการเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตจริง บทบาทของผู้ สอนรูปแบบบูรณาการสู่พหุปัญญาผู้สอนควรจะคำนึงถึงด้านเหล่านี้

การส่งเสริมผู้เรียนเป็นสำคัญ

      การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนควรมีบทบาทดำเนินการ ดังนี้

1. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน

2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง

3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงโดยการปฏิบัติจริง

4. จัดหาสื่อ-อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเรียนรู้

5. แนะแนวทางให้ผู้เรียนรู้วิธีรวบรวมเนื้อหา การสรุปและแก้ปัญหาด้วยตนเอง

6. แบ่งกลุ่มการทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย

7. คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยในการเรียนรู้

8. จัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน

เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

การประเมินผลพัฒนาการเด็ก หมายถึง การนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุปเพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคลและจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุ ใช้รายงานผู้ปกครอง โดยใช้กระบวนการหลายรูปแบบรวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็น ทางการและไม่เป็นทางการ เช่น แบบทดสอบที่ใช้ในชั้นเรียนและผลงานต่าง ๆแบบ และทดสอบมาตรฐาน การประมาณค่า ซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย เช่น การทดสอบโดยตรง การ สัมภาษณ์ และการสังเกตเทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา ของเด็กปฐมวัย ซึ่งผู้จัดทำได้เลือกมานำเสนอ 4 วิธี ได้แก่ การสังเกตพฤติกรรม การใช้ แบบทดสอบ แบบสำรวจรายการ และการเขียนบันทึก

การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน กลุ่มที่ 11

 

  การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน






ใบความรู้
























แบบบันทึกผลการทำกิจกรรม


สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 10


   สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 10

ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา: ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลักการและการประเมิน การนําเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน”







ภาพการเข้าร่วมและทำกิจกรรมการนำเสนองาน กลุ่มที่ 10 ผ่านช่องทาง Google Meet


สรุปความรู้ กลุ่มที่ 10

ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา: ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลักการและการประเมิน การนําเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน”

ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ คือ ความรู้เบื้องต้นที่เด็กควรจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ และได้รับการฝึกฝน ในเรื่องของการสังเกต การจําแนกเปรียบเทียบการบอกตําแหน่ง การเรียงลําดับ การนับ และการชั่ง ตวง วัด ซึ่งทักษะเหล่านี้ เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่จะเป็นพื้นฐานช่วยเตรียมเด็กให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ คณิตศาสตร์ในขั้นต่อไปในอนาคต

ความสําคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์มีความสําคัญคณิตศาสตร์มีความสําคัญต่อชีวิตประจําวันของทุกคน ดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงควรได้รับการส่งเสริมและเรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จากประสบการณ์ชีวิตประจําวันที่เรียนจากสิ่งง่ายไปหาสิ่งยาก จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม เพื่อเด็กปฐมวัยจะได้สามารถเรียนรู้ได้ถูกต้องและแม่นยําในการคิดคํานวณ และสัญลักษณ์ตัวเลขต่างๆ

แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

      ในการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ได้มีผู้กล่าวถึงหลักในการส่งเสริมดังนี้คือ

1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากของจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด และเริ่มจากการสอนแบบรูปธรรมไปหานามธรรม

2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก

3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จํา โดยให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเอง หัดให้ตัดสินใจเองโดยการถามให้เด็กคิดหาเหตุผลมาตัดสินใจตอบ

4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจําวันของเด็กเพื่อขยายประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับ

5. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย

6. เด็กปฐมวัยควรจะทราบว่าสิ่งต่างๆ นั้น ย่อมมีความเหมือนและต่างกันในเรื่องสี ขนาด

7. เด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก

8. เด็กปฐมวัยควรจะได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างยาวกับสั้น สูงกับเตี้ย ใกล้กับไกล

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามลําดับขั้นแนวคิดของเพียเจต์ ดังนี้

1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) พัฒนาการขั้นนี้อยู่ ในช่วงเด็กแรกเกิดถึงอายุ 2 ปี เด็กเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก โดยเริ่มจากการตอบรับผล (Reply) สะท้อน (Reflex) และปรับเปลี่ยนเด็กให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม

2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational stage) พัฒนาการขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 2-7 ปี โดยที่เมื่อเด็กอายุ 2-4 ปี เด็กยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง มีขีดจํากัดในการรับรู้ สามารถเข้าใจได้ในมิติเดียว และเมื่อเด็กอายุ 5-6 ปี เด็กจะย่างเข้าสู่ขั้น Intuitive Thought ระยะนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคิด ขึ้นอยู่กับการรับรู้กับการคิดอย่างมีเหตุผลตามความจริง

เพียเจต์จัดลําดับความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยตามระดับพัฒนาการดังนี้

1. การจัดหมวดหมู่ (Classification) เป็นการจัดสิ่งที่มีลักษณะเหมือนๆ กันเข้าพวก

2. การเรียงลําดับ (Seriation) โดยเรียงลําดับสิ่งที่มีลักษณะเดียวกันตามลําดับ

3. มิติสัมพันธ์ (Spatial Relationships) เป็นความสามารถที่จะเข้าใจขนาดและมิติ ต่างๆ ได้แก่ ระยะใกล้-ไกล สูง-ต่ำ รูปทรง พื้นที่ ทิศทาง และปริมาณ เป็นต้น

4. ความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา (Temporal Relationships) เช่นนาน ช้า เร็ว

5. การอนุรักษ์ หรือการคงที่ด้านปริมาณ (Conservation) ได้แก่ความเข้าใจ เกี่ยวกับการคงที่ของปริมาณวัตถุแม้เมื่อเปลี่ยนรูปทรงไป

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

     1. การสังเกตพฤติกรรม

1. แบบบันทึกพฤติกรรม การสังเกตและการบันทึกพัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆ โดยใช้วิธีการบันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่าง โดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้บันทึกแบบบันทึกพฤติกรรมใช้บันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่างโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก และผู้บันทึกต้องบันทึก วัน เดือน ปีเกิดของเด็ก และวัน เดือน ปีที่ทําการบันทึกแต่ละครั้ง

2. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้ ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมีการสังเกตก็ต้องมีการบันทึก ผู้สอนควรทราบว่าจะบันทึกอะไรการบันทึกพฤติกรรมมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ต้องทําอย่างสม่ำเสมอ

3.แบบบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน

4.แบบประเมินผลพัฒนาการ เป็นวิธีการที่ต้องใช้การสังเกตพฤติกรรมเด็กและบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นตามรายการที่กํา หนดขึ้นปัจจุบันนิยมใช้แทนแบบสังเกตมากขึ้น เพราะใช้สะดวกมีรายละเอียดกํา หนดกรอบให้บันทึกได้ครบถ้วน

     2. การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ ตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ

    3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก การเขียนเรื่องราวสั้น ๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ ที่นํา มาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสําคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคํา ถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น

    4. แฟ้มสะสมผลงานเด็ก แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ เด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

    5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผล พัฒนาการนั้นครูประจําชั้น จะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนํามาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการ โดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

    6. การเขียนบันทึก เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่ง ๆ

    7. การใช้แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและ ความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทํา ให้ครูทราบว่าเด็ก ในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร


สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 9

  

 สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 9

การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย



ภาพการเข้าร่วมและทำกิจกรรมการนำเสนองาน กลุ่มที่ 9 ผ่านช่องทาง Google Meet

สรุปความรู้ กลุ่มที่ 9

การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา

ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการ เรียนรู้ เป็น พฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความ อบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง เด็กสามารถสร้าง จินตนาการ ในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถสร้างจินตนากรถึง วัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทำการทดลองให้สมอง และทำได้เร็วกว่าการจัดกระทำกับวัตถุนั้นจริง ๆ

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี

      รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำซ้ำๆ เสียงสูงๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทำต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ

2. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี

        ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสำรวจสิ่งต่าง ๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจ กับบางอย่างได้นาน 3-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คำ คล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่สงสัยโดยใช้ประโยคคำถาม ว่า "อะไร"

3. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี

       ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่าง ๆที่ เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่ง ต่าง ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี

       ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือ ของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง

5. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

      ด้านสติปัญญาสามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียด เพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา

เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าและการเคลื่อนไหว ได้พัฒนาการใช้ภาษาสื่อความหมายและความคิด รู้จัก สังเกตคุณลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด รูปร่าง รูปทรง ผิวสัมผัส จดจำชื่อ เรียกสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ประสบการณสำคัญที่ควรสงเสริม ประกอบด้วย การตอบ คำถามจากการคิด การเชื่อมโยงจากประสบการณ์เดิม การเรียงลำดับ เหตุการณ์ การยืดหยุ่นความคิดตามวัย การจดจ่อใส่ใจ การสังเกตวัตถุหรือ สิ่งของที่มีสีสันและรูปทรงที่แตกต่างกัน การฟังเสียงต่าง ๆ รอบตัว การฟัง นิทานหรือเรื่องราวสั้นๆ การพูดบอกความต้องการ การเล่าเรื่องราว การสำรวจ และการทดลองอย่างง่ายๆ การคิดวางแผนที่ไม่ซับซ้อน การคิดตัดสินใจหรือ คิดแก้ปัญหาในเรื่องที่ง่าย ๆ ด้วยตนเอง การแสดงความคิดสร้างสรรค์และ จินตนการ เป็นต้น

ความสำคัญของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการ เรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความ อบอุ่นการแนวคิดตลาดในความรู้สึกต่างกัน ที่อยู่รอบข้างเล็การจินตนาการ ถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทำการทดลองให้สมอง และทำได้เร็วกว่าการจัดกระทำกับวัตถุนั้นจริง ๆ

ภาษาสำาหรับเด็กปฐมวัย

  1. การฟัง

    (1) ด้านความสามารถในการได้ยินและจับใจความซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และภูมิหลังของเด็ก ครูจึงต้องปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและ ความจําเป็นนั้น ๆ

    (2) ด้านความตั้งใจฟัง เกิดขึ้นเมื่อมีแรงจูงใจ มีเหตุผลที่ดีหรือมีประโยชน์ ต่อเด็ก

    (3) ด้านนิสัยในการฟัง เป็นพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์ในการฟัง นิสัยที่ดีในการฟัง

  2. การพูด เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับผู้อื่น สาระที่เด็กควรเรียนรู้เพื่อให้ สามารถสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีความหมายและตรงตามความต้องการของเด็ก ได้แก่

    (1) คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเด็ก หรือคำศัพท์เกี่ยวกับเรื่อง ราวที่เด็กสนใจ

    (2) การเรียงลำดับคำต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ

    (3) การใช้คำพูดที่เป็นที่ยอมรับและ/หรือคำพูดที่สุภาพ

    (4) การใช้คำพูดให้เหมาะสมกับบุคคลที่ต้องการสื่อสารด้วย

    (5) ความมั่นใจในการพูดกับผู้อื่น

   (6) การยอมรับความคิดที่ผู้อื่นแสดงออกด้วยการพูด

    (7) ความสนใจที่มีต่อคำใหม่ ๆ สาระเหล่านี้ช่วยให้เด็กสามารถมากขึ้น

  3. การอ่าน

     (1) ความรู้เกี่ยวกับการใช้หนังสือ ได้แก่ การรู้ทิศทางในการถือหนังสือการรู้ ส่วนประกอบของหนังสือและการรู้ทิศทางในการอ่าน

     (2) ความรู้เกี่ยวกับตัวอักษร ได้แก่ การรู้ว่าการอ่านกับการเขียนสัมพันธ์กัน การรู้จักคำคุ้นตา การรู้ว่าคำคืออะไร การรู้จักตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดท้าย ของคำ และการรู้รูปร่างและทิศทางของตัวอักษร

      (3) ความรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายวรรคตอน ได้แก่ การรู้ความหมายของ เครื่องหมายคำพูดเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายอัศเจรีย์

       (4) ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิ่งชี้แนะ ในการคาดคะเนและตรวจสอบการคาค คะเน ได้แก่ การคาดคะเนและตรวจสอบการคาดคะเน โดยอาศัยภาพความ หมายของคำ โครงสร้างของประโยคและ/หรือพยัญชนะต้นของคำ

   4. การเขียน

       (1) การสร้างสัญลักษณ์ภาษาเขียน หมายถึง กรสร้างภาพและ/หรือ ข้อความ ด้วยการวาด การลอกการจำมาเขียนทั้งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์และถูกต้องสมบูรณ์ การคิดพยัญชนะขึ้นเสียงของคำตลอดจนการคิดสะกดคำ

       (2) ทิศทางการเขียน หมายถึง การจัดเรียงตำแหน่งของสิ่งที่เขียน ตั้งแต่ การจัดเรียงตามแนวตั้งและแนวนอนอย่างสะเปะสะปะ ไปจนกระทั่งเด็ก สามารถเขียนจากซ้ายไปขวาและบนลงล่างอย่างสม่ำเสมอ

       (3) วิธีถ่ายทอดความหมายของสัญลักษณ์ภาษาเขียน หมายถึง การแสดงความหมายของภาพหรือข้อความที่ตนเขียนให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยการบอกให้ครูช่วย เขียนให้เขียนเองบางส่วนตลอดจนเขียนเองทั้งหมด

      (4) ความซับซ้อนของความหมาย หมายถึง ความชัดเจน ความละเอียดลออ และครอบคลุม ประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

เป็นการประเมิน เด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบคอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตาม สภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นราย บุคคล การประเมินเด็กปฐมวัยจึงมีความแตกต่างจากการประเมินเด็กในระดับ อื่นที่สูงขึ้นเนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติในการเรียนรู้ต่างจากเด็กวัยอื่นการ ประเมินตามสภาพจริงจึงเป็นการประเมินที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย โดย ครูจะต้องตรวจสอบและประเมินอย่างระมัดระวัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วาง ไว้ และเหมาะสมกับการส่งเสริมและ พัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับ ธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องเข้าใจการประเมิน

ประเภทการวัดและการประเมิน

1. การทดสอบ (testing) ในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีกรประเมินรวบรวม ข้อมูลอย่าง เป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และ ผลการวัดออกมาเป็นคะแนน

2. การวัด (mcasurement) ในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการ เทียบปริมาณ เพื่อแสดงค่าตัวเลข เป็นการกำหนดเซตของจำนวน

3. การประเมินผล (evasurement) ในระดับปฐมวัย หมายถึง กระบวนการ ที่ต่อมาจากการวัด แล้วตัดสินใจสรุปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์

4. การประเมิน (assessment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นการใช้วิธีการ และเครื่องมือที่หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมาย ในการมองความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

วิธีการประเมินผล มีวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่

1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทำกิจกรรม

2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์

3. สารสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียนโดยผ่านสมุดรายงรน พฤติกรรม

4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ

5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก

6. การสนทนา โต้ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

7. การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน

8. การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน

9.การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)

การประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย

     แนวทางการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง

1. สร้างเครื่องมือการประเมินที่เหมาะสมกบธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษา ของเด็ก

2. กำหนดเครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายการประเมินพัฒนาการ

3. บูรณาการการสอนกับการประเมิน

4. เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กในการประเมินพัฒนาการทางภาษา

5. ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิตขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมทางภาษา

6. ประเมินจากบริบทที่หลากหลาย

7. ประเมินเด็กเป็นรายบุคคล

8. ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเอง

9. การจัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

 

สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 8


  สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 8

การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมินการนําเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน



ภาพการเข้าร่วมและทำกิจกรรมการนำเสนองาน กลุ่มที่ 8 ผ่านช่องทาง Google Meet

สรุปความรู้ กลุ่มที่ 8

การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมินการนําเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญา

เด็กปฐมวัยชอบพูดชอบแสดงความคิดเห็น ชอบซักถาม และแก้ปัญหา ดังนั้นสิ่งแวดล้อมจึงมีความสําคัญที่จะยั่วยุให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาความคิดความสามารถที่เกี่ยวกับสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรม ได้แก่ สามารถจําสิ่งของต่าง ๆ และเรียกชื่อได้ถูกต้องเช่น สิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว ผลไม้สัตว์ที่รู้จักของใช้ต่าง ๆ เป็นต้น

องค์ประกอบที่จะทําให้เราสามารถสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อดูพัฒนาการทางสติปัญญา ประกอบด้วย

1.การเล่นของเด็กโดยการเปิดโอกาสหรือสร้างสถานการณ์ให้เด็กได้ล่นแสดงพฤติกรรม เช่นการเล่นสิ่งของหรือแสดงออกโดยการวาดภาพ

2.การใช้ภาษาของเด็กความสามารถทางภาษาเกี่ยวข้องงกับสติปัญญาของคนเราอย่างมากการวัดความสามารถทางภาษาของเด็กนั้นต้องสังเกตโดยการฟังคําพูดของเด็ก

ความหมายความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นตักยภาพทางสมองที่มีอยู่ในทุก ๆ คน และเปีนสิ่งที่มีส่วน ช่วยให้เกิดอารยธรรมต่าง ๆ ขึ้นในสังคมมนุษย์ ทําให้เกิดการคันพบ การประดิษฐ์อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี มากมายที่ช่วยอํานวยความสะดวกให้กับเรา การศึกษาคันคว้าเรื่องความคิดสร้างสรรค์นั้นได้กระทํากันอย่างแพร่หลายในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กิลฟอร์ดได้พัฒนาทฤษฎีโครงสร้างทาง สดิปัญญาขึ้นมา ซึ่งมีผู้ให้นิยามของความคิดสร้างสรรค์ในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน

ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์แต่ระดับความคิดสร้างสรรค์ของเด็กแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ความสามารถทางด้าน ความคิดสร้างสรรค์ได้พัฒนามากขึ้นเพียงใด ถ้าเด็กได้รับโอกาสให้แสดงออกอย่างปลอดภัยและเหมาะสม ก็จะทําให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กมีพัฒนาการสูงขึ้น

     ลักษณะพฤติกรรมทางด้านความคิดสร้างสรรค์ มีดังนี้

(1) มีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจสิ่งใหม่ๆ

(2) ชอบซักถามสํารวจ ทดลอง

(3) กล้าเสี่ยง

(4) กล้าแสดงออก

(5) มีความคิดริเริ่ม

(6) ไม่ชอบคล้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ๆ

(7) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ

(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทําสามารถคิดดัดแปลงแก้ไขวิธีการและทํางานได้อย่างเหมาะสม

(9) ทํางานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น

องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

1. ความคิดริเริ่ม (Originality)

2. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency)

3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)

4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)

5. ความไวต่อปัญหา (Sensitivity of Problem)

6. ความสามารถในการใช้ค านิยามใหม่ (Redefinition)

7. ความซึมซาบ (Penetration)

8. ความสามารถในการทํานาย (Prediction) Jellen and Urban

กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์

กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ เป็นวิธีการคิดอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย เมื่อบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เริ่มจากการค้นพบปัญหาพร้อมทั้งมีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น การตั้งสมมติฐานและผลที่ได้รับคือคําตอบ ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และจะนําไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นผลงานต่าง ๆ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งมีการปรับปรุง สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้

ความคิดสร้างสรรค์มีความสําคัญในการช่วยส่งเสริมเด็ก ในด้านต่างๆ มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กและสังคม ดังนี้

ความสําคัญต่อตัวเด็ก

1.       ลดความเครียดทางอารมณ์ บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ต้องการแสดงออก อย่างอิสระทั้งความคิด

และการปฏิบัติ มีความมุ่งมั่นจริงจังในสิ่งที่คิด หากได้ทําตามที่คิดจะทําให้ลดความเครียดและความกังวล เพราะได้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเอง

2.       มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นสุข บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้ทําสิ่งที่ตนได้คิดได้เล่น

ได้ทดลองกับความคิดจะรู้สึกพอใจตื่นเต้นกับผลงานที่เกิดขึ้นจะทํางานอย่างเพลิดเพลินทุ่มเทอย่างจริงจัง และเต็มกําลังความสามารถและทําอย่างเป็นสุข

                   3. มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง การได้ทําในสิ่งที่ตนคิด ได้ทดลอง ได้ปฏิบัติจริงเมื่องานนั้นประสบความสําเร็จจะทําให้บุคคล เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเองหากงานนั้นไม่สําเร็จบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้าใจและยอมรับผลที่เกิดขึ้น

                   4. สร้างนิสัยในการทํางานที่ดี ขณะที่เด็กทํางาน เด็กจะได้เรียนรู้การทํางาน ที่เป็นระเบียบและนิสัยที่ดีในการทํางานโดยครูชี้แนะ และหัดให้เด็กมีวินัย

                   5.เปิดโอกาสให้เด็กได้สํารวจ คันคว้าทดลอง เด็กจะชอบทํากิจกรรมและใช้วัสดุ ต่างกันเพื่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่เด็กจะใช้ความคิดริเริ่มและจินตนาการของเขาสร้างสิ่งใหม่ขึ้นโดยครูควรจัดหาวัสดุไว้ให้เด็กมีโอกาสพัฒนาการทดลองของตน

ความสําคัญต่อสังคม

1.       ทําให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะผลงานสร้างสรรค์นํามาซึ่งความแปลกใหม่ทําให้สังคม

เจริญก้าวหน้า ถ้าสังคมหยุดนิ่งจะทําให้สังคมนั้นล้าหลัง

                    2. คิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอํานวยความสะดวก เช่น เครื่องจักรกล รถแทรกเตอร์ รถยนต์ เครื่องวิดน้ํา เครื่องนวดข้าว

                   3. ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย รวดเร็ว เช่น การค้นพบรถจักรยานยนต์ เรือที่ใช้เครื่องจักร รถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศ

                   5. ช่วยประหยัดแรงงานและเศรษฐกิจ ผลการค้นพบในด้านต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการแพทย์ การศึกษา การเกษตรช่วยให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสามารถนํา พลังงานไปใช้ทําอย่างอื่นเพื่อก่อให้เกิดรายได้และเพิ่มพูนเศรษฐกิจได้มากขึ้น

6. ช่วยในการแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จํา เป็นต้องคิดหรือหาวิธีใหม่ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นให้หมดไป

7. ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและดํารงไว้ซึ่งมนุษยชาติ ความคิดสร้างสรรค์ ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศิลปะ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง เป็นต้น

หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

1.ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม

2.การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและสรุปผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งกําหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย

3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดําเนินการ ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย

5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับอายุ และรูปแบบการจัดการศึกษา

6. การประเมินพัฒนาการต้องเปิด โอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล การประเมินพัฒนาการศึกษาควรจัดทําเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้นเรียน และระดับสถานศึกษา

 

แบบประเมิน BLOG

  แบบประเมิน BLOG https://forms.gle/UoWxr1CLdmtAerrB9 สรุปการประเมินBLOG