สรุปองค์ความรู้จากการนำเสนอเทคนิคการประเมิน กลุ่มที่ 6
สรุปความรู้กลุ่มที่
6
การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม
การเล่นของเด็กปฐมวัย
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสังคม
การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่นเพื่อการปรับตัว
และสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
พัฒนาการด้านสังคมของทารกเมื่อแรกเกิดจะต้องดูดนมแม่ให้ได้
เพื่อบรรเทาความหิวและช่วยให้ทารกจึงเรียนรู้ว่า ในโลกนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยและช่วยตอบสนองความต้องการของเขาได้
ซึ่งการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางลังคม จากการที่ ทารกได้สัมผัสใกล้ชิด
แม่ และคนในครอบครัว ทารกจึงพัฒนาไปสู่การรู้จักเพื่อนและคนอื่น ได้ใช้ภาษา
ได้เล่น ได้แสดงความรู้สึก ได้ เรียนรู้ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ
พัฒนาการทางด้านสังคม
การเล่นของเด็กปฐมวัย
การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย
นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่น เป็น
ประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมนี้ทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม
และ สติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา กล่าวไว้ดังนี้
1.
การเล่นเป็นการระบายสีผลงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ
2.
การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน
เพื่อเป็นการพักผ่อนโดยเด็กไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่ากับการ
ทำงานถึงแม้จะต้องออกแรงมาก ๆ เหมือนกัน
3.
การเล่นเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษ เพราะเด็กเคยเห็นการกระทำของบุคคล ที่เด็กใกล้ชิด
4.
การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น
บทบาทของครูในการเล่นของเด็ก
บทบาทของครูไว้ ดังต่อไปนี้
1.
ผู้สังเกต [Observe]
2.
ผู้วางแผนหรีอผู้จัดการ [Planner Organizer]
3.
ผู้ให้คำแนะนำ [Supervisor]
4.
ผู้ประเมิน [Evoluator]
พัฒนาการเล่นของเด็กปฐมวัย
1.
การเล่นคนเดียว
เป็นการเล่นขั้นแรกของเด็กตั้งแต่แรกเกิด
- 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อทำความรู้จัก
และหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว อาจจะมีพ่อแม่หรือพี่เลียงอยู่ข้างๆ
แต่ยังไม่ต้องการเพื่อนเล่น อาจมีการเฝ้าดูคนอื่นๆเล่นและเข้าใจว่าของเล่นของฉัน
2.
การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)
พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี
เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น ยังพอใจการเล่นคน เดียว ยอมให้มีเพื่อนเล่นอยู่ข้างๆ
ได้บ้าง แต่เป็นการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น ไม่เล่นด้วยกัน
3.
การเล่นกับเพื่อน (Associative Play)
เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบเมื่อ
อายุประมาณ 4 ปี ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการทางสังคม เพิ่มขึ้น
เด็กในวัยนี้นักเข้าใจว่าของเล่นฉันคือของฉัน เธอสามารถเล่นได้แต่ต้องคืน
ทำให้เด็กเรียนรู้การแบ่งบัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และพูดคุยปรึกษากันเล่นกันได้
4.
การเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม (Cooperative Play)
พบกันเล่นแบบนี่ในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
เพราะเด็กวัยนี่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ กติกา รู้จักการแพ้ชนะการใช้เหตุผล
และการแก้ปัญหาซึ่งไว้ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังคุณธรรมและกติกาทาง สังคมควบคู่ ไปพร้อมกับการเล่น
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2560 มีดังนี้
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า
3 ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุ เพราะช่วงวัย
นี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อีกทั้งมีความเลี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่าง ๆ
จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตาม ดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อแม่
ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู ควรสังเกต
พัฒนาการเด็กโดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล หากพบความผิดปกติ
ต้องรีบพาไปพบแพทย์ หรีอผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก
เพื่อหาทางแก้ไขหรีอบำบัด ฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
2.
ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
3.
ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3
ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ
และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก
และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก
4.
บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง
และ ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข หรีอของหน่วยงานอื่น
5.
นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้
และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก
ปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง
ๆ ทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ
เด็กหรือการคัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก
1.
การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) วีธีการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเด็กอย่างไม่เป็นทางการ
ใช้รวบรวมพัฒนาการทุกด้าน การสังเกตเป็นการฟัง
และการเฝ้าดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก
และเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กการสังเกตที่ดีควรมีจุดมุ่งหมาย มีแบบสังเกต
กฎเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมจากการสังเกต
มีการจดบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานจนสามารถนำมาประเมินได้การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
2.
การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
อาจเกิดขึ้นระหว่างครู-เด็ก ครู-ผู้ปกครอง
จะได้ผลดีถ้ามีความคุ้นเคยกับมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเด็ก แบ่งเป็น 3 ประเกท
คือ
1. การสัมภาษณ์แบบมี โครงสร้าง
2.
การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ
3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งใครงสร้าง –
เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ
3.
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก
จากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก
หรือจดบันทึกต่อๆ ขณะสังเกต ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียน เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
พัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
4.
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (Checklists)
- สร้างแบบสำรวจรายการ
โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
- ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบข้อดีของการใช้
Checklists: ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้
สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล สามารถทำอย่างต่อเนื่อง
ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที ไม่ซับซ้อน
5.
การเขียนบันทึก (Journal)
- เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
อาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ
- บันทึกความรู้สึก
ความคิดเห็นได้
- เป็นการสะท้อนความคิด
วิเคราะห์ เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ ของตนเอง
6.
การทำสังคมมิติ (Sociogram)
-เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม
และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม
สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน
-ทำให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน
เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขาใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียว
เด็กดูใดรที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน
- ควรทำอย่างสม่ำเสมอ
ข้อมูลอาจเปลี่ยนตามกิจกรรมและเวลาเครื่องมือสังคมมิติ นิยมใช้ 2 วิธี คือ การทายลักษณะ และ การสร้างภาพทางสังคมการทายลักษณะ
7.
การใช้แบบทดสอบ (Test)การตรวจสอบว่า
เด็กเกิดการเรียนรู้ พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม /
ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น
สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง
.png)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น